เกาหลีใต้ต้องการสร้างศูนย์กลางอุเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ในภาคตะวันตกเฉียงใต้ ภายใน 4 ปี แต่การต่อต้านจากคนในพื้นที่ เกี่ยวกับความต้องการไฟฟ้าและน้ำปริมาณมหาศาลของโครงการนี้ คาดว่าจะเป็นหนึ่งในอุปสรรคใหญ่ที่สุด


โครงการนิคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โฮนัม ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณอย่างน้อย 800 ล้านล้านวอน (ราว 18 ล้านล้านบาท) เป็นหัวใจสำคัญในการผลักดันของประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ผู้นำเกาหลีใต้ ที่ต้องการกระจายผลประโยชน์จากความเฟื่องฟูของชิปปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ออกไปนอกกรุงโซลที่เจริญรุ่งเรือง


อย่างไรก็ตาม บริษัทที่เกี่ยวข้องในโครงการนี้ เช่น ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ จำเป็นต้องหาแหล่งพลังงานใหม่เพื่อใช้ในการดำเนินโครงการ โดยมีเป้าหมายที่จะจัดตั้งให้แล้วเสร็จ ภายในช่วงสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งของอี ในปี 2573


บรรดานักวิเคราะห์กล่าวว่า ความต้องการไฟฟ้าจากโรงงานผลิตชิปทั้งสี่แห่งที่วางแผนไว้ อาจสูงถึง 70-80% ของการใช้ไฟฟ้าประจำปีในปัจจุบัน ของภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ของเกาหลีใต้ ได้แก่ กวางจู ช็อลลาเหนือ และช็อลลาใต้


ด้านชาวเกาหลีใต้ในพื้นที่กล่าวว่า พวกเขาคัดค้านแผนการสร้างสายส่งไฟฟ้าหรือเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ชุดใหม่ โดยอ้างถึงความบกพร่องในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอดีตและปัจจุบัน ซึ่งไม่ได้รับการอนุมัติจากพวกเขา


“ความต้องการพลังงานใหม่ปริมาณมหาศาล กำลังหลั่งไหลเข้ามาในภูมิภาคที่ก่อนหน้านี้มีความต้องการน้อยมาก และนั่นคือแก่นแท้ของปัญหา” นายนีล วอน นักวิเคราะห์หลักจากบริษัท เอสแอนด์พี โกลบอล เอเนอร์จี กล่าว


ขณะที่ผู้สันทัดกรณีหลายคนกล่าวว่า หากไม่มีการขยายโครงสร้างพื้นฐานอย่างมีนัยสำคัญและเร่งด่วน การดำเนินการนิคมอุตสาหกรรมให้เต็มกำลังการผลิตภายในปี 2573 จะเป็นเรื่องยาก


กระทรวงพลังงานเกาหลีใต้ ระบุว่า ภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังการผลิตไฟฟ้ามากกว่าความต้องการในพื้นที่อยู่แล้ว และกระทรวงจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลท้องถิ่น เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานก่อนการดำเนินงานของโรงงาน และสร้างความยอมรับให้แก่สาธารณชน รวมถึงการวางสายส่งไฟฟ้าใต้ดินในพื้นที่มีประชากรหนาแน่น


กระนั้น โครงการผลิตชิปในเมืองยงอิน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับกรุงโซล ถือเป็นกรณีศึกษาที่เรียกว่า “อุทาหรณ์” เนื่องจากซัมซุง และบริษัทคู่แข่งอย่าง เอสเค ไฮนิกซ์ ต่างขยายกำลังการผลิตชิปที่นั่น ทว่าโครงการต่าง ๆ ประสบกับความล่าช้า เพราะปัญหาเรื่องไฟฟ้าและน้ำ


นายอี ซัง-อิล นายกเทศมนตรีเมืองยงอิน กล่าวว่า โรงงานผลิตชิปแห่งแรกของเอสเค ไฮนิกซ์ ซึ่งประกาศครั้งแรกในปี 2562 นั้น ควรจะได้รับน้ำ 265,000 เมตริกตันต่อวัน จากเขื่อนในอีกเมืองหนึ่ง แต่การคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่ ส่งผลให้กระบวนการล่าช้านานหลายเดือน อีกทั้งการจัดหาน้ำและไฟฟ้าจากภูมิภาคอื่น ๆ ก็อาจเผชิญกับการคัดค้านที่คล้ายคลึงกัน


ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานเกาหลีใต้ระบุว่า ตัวเลือกการเพิ่มความสูงของเขื่อน จะช่วยลดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและการย้ายถิ่นฐานให้เหลือน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับการสร้างเขื่อนแห่งใหม่ และทางการจะยังคงเจรจากับเทศบาลเมืองกวางจู และผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ต่อไป เพื่อป้องกันไม่ให้การคัดค้านหรือปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้โครงการล่าช้า.


ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS