การเปิดทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบปี 69 กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความโกลาหลวุ่นวายอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งที่โครงการนี้ดำเนินมาแล้วกว่า 8 ปี ผ่านการลงทะเบียนมาแล้วหลายรอบ แต่รอบนี้กลับมีผู้ร้องเรียนปัญหามากที่สุด แถมบางรายถึงขั้นล้มป่วยเสียชีวิตระหว่างกระบวนการก็มี ภาพเหล่านี้ตอกย้ำว่าปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตัวโครงการ แต่อยู่ที่วิธีบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่ขาดความรอบคอบ จนสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน และกระทบต่อฐานเสียงรัฐบาลเป็นวงกว้าง

แต่ก่อนจะดูถึงสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น ขอพาย้อนเส้นทางดูโครงการนี้กันก่อนว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ซึ่งเริ่มตั้งต้นเมื่อปี 59 สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีมีผู้ได้รับสิทธิ 7.7 ล้านคนเป็นการแจกเงินช่วยเหลือครั้งเดียวตามระดับรายได้ ก่อนจะพัฒนาสู่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นทางการปี 60 มีผู้ได้รับสิทธิเป็น 11.46 ล้านคนและแจกเงินช่วยเหลือเป็นรายเดือนแทนการให้ครั้งเดียว ต่อมาปี 61 มีการเก็บตกกลุ่มผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยติดเตียงที่ตกหล่นเข้ามาเพิ่ม จนยอดรวมขยับเป็น 14.6 ล้านคน

จากนั้นปี 65 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะเริ่มใช้เกณฑ์ครัวเรือนแทนที่เกณฑ์รายบุคคลเป็นครั้งแรก พร้อมเปลี่ยนมาใช้บัตรประจำตัวประชาชนแทนบัตรสวัสดิการใบเดิม จนมีผู้ได้รับสิทธิกว่า 14.5 ล้านคน กระทั่งล่าสุดปี 69 มีผู้ลงทะเบียนทั้งสิ้น 18.82 ล้านราย แต่ผ่านเกณฑ์เพียง 9.5 ล้านราย ไม่ผ่านเกณฑ์ถึง 9.31 ล้านราย ในจำนวนผู้ผ่านเกณฑ์นั้นเป็นผู้ได้รับสิทธิเดิม 7.2 ล้านราย และผู้ได้รับสิทธิใหม่อีก 2.3 ล้านราย ซึ่งตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่ารอบนี้มีการคัดกรองเข้มงวดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาอย่างชัดเจน

ต้นตอปัญหาการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการครั้งนี้ ไม่ได้อยู่ที่ระบบล่มหรือประชาชนไม่เข้าใจเกณฑ์เหมือนก่อน แต่ส่วนหนึ่งกลับอยู่ที่ความไม่ชัดเจนระดับนโยบายตั้งแต่ต้นทาง เริ่มแรกกระทรวงการคลังได้รับนโยบายว่าต้องการลดจำนวนผู้รับสิทธิลง ให้เหลือเฉพาะคนจนตัวจริงเพราะมีเสียงวิจารณ์มานานว่าคนไม่จนจริงก็ยังถือบัตรอยู่สวนทางกับงบประมาณรายปีที่ใช้สูงถึงกว่า 5 หมื่นล้านบาท ยังไม่นับเงินพิเศษตามเทศกาลอีกกลายเป็นภาระการคลังชักหน้าไม่ถึงหลังของรัฐบาล 

แถมพอเริ่มบังคับใช้เกณฑ์ทบทวนเข้มงวดจริง กลับเจอแรงต้านจากคนรากหญ้าจำนวนมากที่เคยได้สิทธิแต่ถูกตัดออก เมื่อกระแสดราม่าลุกลามและกระทบคะแนนนิยมทางการเมือง รัฐบาลก็เริ่มโอนอ่อนผ่อนตาม สั่งทบทวน สั่งยกเว้น สั่งแก้ไขเป็นระยะ ตั้งแต่กรณีตัดสิทธิบุตรที่ใช้พ่อแม่ลดหย่อนภาษีจนนายกฯ ต้องสั่งยกเลิก ไปจนถึงเรื่องรถยนต์คันที่สอง การถือหุ้น หรือปมการมีชื่อเป็นกรรมการบริษัท ความลังเลปรับเปลี่ยนไปมาเช่นนี้เองที่ทำให้หน่วยงานปฏิบัติงานสับสนไม่แพ้ประชาชนผู้ลงทะเบียน

ต่อมาอีกประเด็นของปัญหา คือ การเพิ่มเกณฑ์ใหม่ ๆ เข้ามาใช้ตัดสิทธิ รอบนี้คลังรอบคอบเพิ่มเกณฑ์ใหม่ถึง 5 กลุ่ม จากเดิมที่มีอยู่ 4 กลุ่ม ครอบคลุมทั้งนักเรียนนักศึกษา ผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัท ผู้มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ ผู้ทำประกันชีวิตเบี้ยสูงตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปี ไปจนถึงคนที่เป็นพ่อแม่หรือบุตรของผู้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษี พร้อมกับเพิ่มการตรวจสอบกรรมสิทธิ์รถยนต์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งในทางหลักการ การกรองคนจนจริงออกจากคนที่ไม่ควรได้สิทธิเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่คำถามคือหน่วยงานที่ออกแบบเกณฑ์ได้ประเมินผลกระทบล่วงหน้าไว้แค่ไหน

การปรับเกณฑ์สวัสดิการขนาดใหญ่ ควรมีตัวเลขที่ชัดเจนว่าจะกระทบใครบ้าง ก่อนจะประกาศใช้จริง หรือที่เรียกกันว่าคิดให้จบก่อนลงมือทำ แต่ครั้งนี้กิดปัญหาที่ต้องตามแก้ไขหลายรอบ ทั้งยกเว้นการศึกษานอกระบบโรงเรียน ยกเว้นกรรมการวิสาหกิจชุมชน การผ่อนปรนกรณีถือหลักทรัพย์มูลค่าต่ำหรือการยกเว้นรถยนต์เก่า จึงเป็นสัญญาณว่าเกณฑ์ที่ออกมามีการรัดกุมหรือไม่

ขณะที่เรื่องจังหวะเวลาที่ใช้ทบทวนสิทธิก็เป็นอีกประเด็นที่คอยซ้ำเติม เพราะเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ข้าวยากหมากแพง ประชาชนจำนวนมากเผชิญปัญหาปากท้องอยู่ก่อนแล้ว การถูกตัดสิทธิโดยไม่รู้ตัวจึงนำไปสู่การยื่นอุทธรณ์และความสับสนที่ลุกลามไปทั่วประเทศ

แต่หากมองลึกลงไปถึงปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของการทบทวนสิทธิรอบนี้คือ ปัญหาฐานข้อมูลของประเทศที่ไม่มีความพร้อม และจำเป็นต้องสังคายนาอย่างจริงจัง เพราะมีประชาชนจำนวนไม่น้อย ที่ไม่รู้ตัวเลยว่าชื่อของตนเองถูกนำไปใช้ในธุรกรรมต่าง ๆ จนกระทบสิทธิที่ควรได้บ้าง ตัวอย่างกรณี กระทรวงมหาดไทยตรวจพบ มีคนไม่จนจริงหลุดเข้าระบบถึงกว่า 5 ล้านคน ซึ่งยังต้องตั้งคำถามต่อไปอีกว่า ในจำนวนนี้เป็นคนจนจริงที่ตกหล่น หรือเป็น
กลุ่มที่มีผู้หวังผลทางการเมืองสอดแทรกเข้ามา

หรือกรณีการถือครองรถยนต์ที่เกิดจากการซื้อขายแบบโอนลอย ซึ่งผู้ซื้อไม่ได้ไปโอนกรรมสิทธิ์จริงตามกฎหมาย ทำให้เจ้าของเดิมยังมีชื่อถือครองรถซ้อนอยู่ในระบบทั้งที่ไม่ได้ใช้รถคันนั้นแล้ว ข้อมูลของกรมการขนส่งทางบกที่ยังแยกแยะไม่ได้ชัดว่า รถถือครองนั้นเป็นรถเก่า รถใหม่ ซากรถ หรือรถที่โอนลอยจนทำให้มีประชาชนถูกตัดสิทธิจากปัญหานี้เพียงจุดเดียวมากกว่า 2 ล้านคน

หรืออีกประเด็นที่น่าสนใจ คือข้อมูลการศึกษานอกระบบ ซึ่งพบว่ามีผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งมีชื่อปรากฏอยู่จนถูกตัดสิทธิ ทั้งที่ในความเป็นจริงอาจไม่ได้เรียนแล้ว ก็สะท้อนถึงความบกพร่องข้อมูลของหน่วยงาน จนมีการคิดเลยเถิดว่าถือเป็นการสวมสิทธิเพื่อรับงบการศึกษานอกระบบที่จัดสรรไว้เทอมละเกือบหนึ่งหมื่นบาทต่อคนหรือไม่ สะท้อน ปัญหาการสวมสิทธิและข้อมูลสีเทา ฝังลึกอยู่ในหลายระบบของราชการไทยมานาน

มองในแง่บวก การทบทวนเกณฑ์บัตรคนจนรอบนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องการจัดสวัสดิการ แต่รัฐบาลน่าจะใช้โอกาสนี้บังคับให้หน่วยงานรัฐต้องเปิดเผยและเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านทรัพย์สิน รายได้ ทะเบียนราษฎร และการถือครองยานพาหนะเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยล้างข้อมูลสีเทาที่อาจทำให้ประชาชนผู้สุจริตถูกแอบอ้างชื่อไปใช้ประโยชน์โดยไม่รู้ตัวออกไปพร้อมกันได้

อย่างไรก็ตาม เห็นสภาพบัตรสวัสดิการฯ ที่กำลังเละตุ้มเป๊ะแบบนี้ ก็ทำให้สังคมฉุกคิดว่า ถึงเวลาไหมที่รัฐบาลควรจะทบทวนโครงการมหากาพย์ ว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้ แต่ตามธรรมชาติของสวัสดิการแจกเงินแบบนี้ ต้องบอกเริ่มทำง่าย แต่เลิกทำยากเมื่อประชาชนได้รับต่อเนื่องนานพอเงินก้อนนั้นจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของรายได้ประจำและมองว่าเป็นสิทธิที่ควรได้รับต่อไปโดยอัตโนมัติ รัฐบาลทุกชุดจึงมีแรงจูงใจที่จะเพิ่มสิทธิ แต่ไม่มีใครกล้าจะลดสิทธิ จนกระทบต่อฐานทางการเมือง 

เมื่อบัตรใบเดียวถูกใช้ทั้งเพื่อบรรเทาความยากจน กระตุ้นเศรษฐกิจ ชดเชยค่าครองชีพ และหาเสียงทางการเมืองไปพร้อมกัน เส้นแบ่งระหว่างสวัสดิการที่แท้จริงกับความนิยมทางการเมืองก็ยิ่งพร่ามัวขึ้นทุกที นี่คือกับดักสำคัญที่ทำให้การทบทวนเกณฑ์ไม่ว่าครั้งใด ก็กลายเป็นเรื่องอ่อนไหวทางการเมืองเสมอ เพราะทุกครั้งที่มีคนถูกตัดสิทธิ ย่อมมีแรงต้านที่พร้อมแปรเปลี่ยนเป็นแรงกดดันทางการเมืองในทันที และยิ่งรัฐบาลลังเลปรับเกณฑ์ไปมาตามกระแส ก็ยิ่งตอกย้ำภาพว่าบัตรใบนี้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าเครื่องมือทางสวัสดิการที่แท้จริง

แต่คำถามใหญ่ที่สุดที่ตามมาคือ ระบบบัตรคนจนที่ทำมาจะครบ 10 ปี ยังเหมาะสม และควรเดินหน้าต่อหรือไม่  เพราะ ระบบนี้เสี่ยงสร้างแรงจูงใจให้คนปกปิดรายได้ ไม่กล้าเข้าสู่ระบบภาษี หากรัฐบาลยังคงแก้ปัญหาแบบหวังผลทางการเมือง ทบทวนเกณฑ์ไปทีละข้อตามกระแสดราม่า โดยไม่มองภาพรวมของระบบสวัสดิการและฐานข้อมูลทั้งหมดไปพร้อมกัน ก็มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นการดูแลแบบลิงแก้แหแก้จุดหนึ่งแล้วไปสร้างปัญหาใหม่อีกจุดหนึ่งไม่รู้จบ 

ดังนั้นทางออกที่ดี รัฐบาลต้องกล้าหาญ ที่ใช้จังหวะนี้เดินหน้าปฏิรูปฐานข้อมูลของประเทศอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการตั้งคำถามใหญ่กว่านั้นว่า ประเทศไทยต้องการระบบสวัสดิการแบบไหน ระบบที่ทำให้คนอยากจนตลอดไป หรือระบบที่ทำให้การทำงาน การเปิดเผยรายได้ และการเข้าสู่ระบบเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าการพึ่งพาบัตรใบเดียวไปตลอดชีวิต.

อธิภัทร มุทิตาเจริญ

อธิภัทร มุทิตาเจริญอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า จากผู้ลงทะเบียนบัตรคนจนเกือบ 19 ล้านคน มีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์เกือบครึ่งหนึ่ง และทันทีที่มีคนถูกตัดสิทธิจำนวนมาก ก็เกิดแรงกดดันให้รัฐบาลทบทวนเกณฑ์ คืนสิทธิ และหามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ คำถามคือ ระบบ มีบัตร-ไม่มีบัตร ยังเหมาะกับประเทศไทยหรือไม่ โดยเฉพาะในเศรษฐกิจที่รัฐมองเห็นรายได้ของประชาชนแต่ละกลุ่มได้ไม่เท่ากัน ข้อสังเกต คือ บัตรคนจนให้แล้วเลิกยาก และกำลังกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งรัฐบาลทุกชุดจึงมีแรงจูงใจในการเพิ่ม แต่แทบไม่มีแรงจูงใจในการลด เมื่อเศรษฐกิจชะลอ ก็เติมเงินผ่านบัตร เมื่อค่าครองชีพสูง ก็เติมเงินผ่านบัตร และเมื่อมีคนถูกตัดออก ก็ต้องหามาตรการอื่นมาชดเชย ซึ่งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ผู้รับเคยชินกับการแจกเพียงอย่างเดียว แต่คือระบบการเมืองทำให้นักการเมืองได้ประโยชน์จากการเพิ่มสิทธิ ขณะที่คนที่เป็นห่วงฐานะการคลัง พยายามลดจำนวนผู้รับ ต้องแบกรับต้นทุนทางการเมืองเต็ม ๆ

จากเครื่องมือช่วยคนที่ลำบากที่สุด บัตรใบนี้จึงค่อย ๆ กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการโอนเงินทางการเมือง ยิ่งใช้บ่อยเท่าไร เส้นแบ่งระหว่าง “สวัสดิการเพื่อบรรเทาความยากจน” กับ “การสร้างความนิยมทางการเมือง” ก็ยิ่งเลือนลด         

“มองภาพใหญ่ ไม่คิดว่าไทยควรเลิกช่วยคนยากจน แต่คิดว่าเราควรเลิกใช้ “บัตรคนจน” เป็นคำตอบสำหรับทุกปัญหา
เมื่อบัตรใบเดียวถูกใช้ทั้งเพื่อบรรเทาความยากจน กระตุ้นเศรษฐกิจ ชดเชยค่าครองชีพ และสร้างความนิยมทางการเมือง จะตอบได้ยากขึ้นว่า ใครคือคนที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจริง เงินที่ให้สร้างผลลัพธ์อะไร และความช่วยเหลือนี้ควรสิ้นสุดเมื่อใด

สมชัย จิตสุชน

สมชัย จิตสุชนผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า ระบบการคัดกรองที่ใครควรได้รับการช่วยเหลือ ใครจนหรือไม่จน ไม่เคยทำได้สมบูรณ์แบบ หรือแม้กระทั่งใกล้สมบูรณ์แบบ ไม่มีอยู่จริงในโลกนี้ โดยยังมีการตกหล่นและรั่วไหลในหลายสิบเปอร์เซ็นต์อยู่เสมอการปรับปรุงระบบคัดกรองในปัจจุบัน แม้จะมีการนำฐานข้อมูลหลากหลายแหล่งมาเชื่อมโยงกัน หรือใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วย แต่สามารถลดความผิดพลาดได้เพียงหลักหน่วยเปอร์เซ็นต์เท่านั้น และที่สำคัญคือเกือบทุกระบบมักมีการแลกเปลี่ยนเสมอ

อย่างไรก็ตามรัฐบาลเน้นเรื่องการลดการรั่วไหลมากเป็นพิเศษ คงเพราะห่วงภาระงบประมาณ แต่ไม่อยากให้ละเลยปัญหาตกหล่น จึงขอเสนอให้คนออกแบบมาตรการแก้ตกหล่น ศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยเชิงประจักษ์ทั้งในไทยและในต่างประเทศด้วยว่าควรใช้วิธีใดที่เหมาะที่สุดกับบริบทไทย                    

ทั้งการใช้ฐานข้อมูลคนยากจนและเปราะบางแบบที่รัฐบาลกำลังจะทำ การนำข้อมูลคนยากจนเพิ่มเข้ามาในฐานข้อมูลที่เจ้าตัวมารายงาน อย่างที่รับจดทะเบียนอยู่ตอนนี้ การส่งข้อมูลให้รัฐบาลท้องถิ่นและชุมชนเพื่อทำการตรวจสอบว่ามีคนจนตัวจริงตกหล่นไม่อยู่ในรายชื่อหรือไม่ ถ้ามีให้เพิ่มเข้ามาอาจมีการตรวจสอบจากหน่วยราชการกลางในลักษณะ Spot Check เมื่อแน่ใจว่าจนจริง ก็สรุปเพิ่มเข้ามา ต้องไม่ไปบอกให้เขามาจดทะเบียนเอง แบบที่รัฐบาลบอกว่าจะทำ เพราะคนตกหล่นจำนวนไม่น้อยตกหล่นเพราะเขาไม่กล้าหรือไม่สะดวกมาจดทะเบียน เรื่องนี้ต้องทำแบบ Active ไม่ใช่ Passive กระบวนการทั้งหมดต้องหมั่นทำทุกปี หรือถ้าบ่อยกว่านั้นได้จะยิ่งดี เพราะสถานะความยากจนอาจเปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่าที่คิด ที่สำคัญต้องใช้ข้อมูลการสำรวจที่ตรงตามหลักสถิติ เช่น ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ร่วมในการจัดสรรงบประมาณไปถึงคนจนและคนเปราะบาง เพราะแม่นยำกว่า