เรื่องนี้….กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่รัฐบาลต้องเร่งหาทางออกโดยเร็วที่สุด เพื่อรักษาชีวิตของผู้ประกอบการไทยในหลายอุตสาหกรรม

ไม่เพียงเท่านี้ เพราะนี่ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของนโยบายภาษีสหรัฐฯ ยุค “ทรัมป์ 2.0” เท่านั้น โดยยังมีเรื่องการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 เรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน ที่ทุกฝ่ายกำลังรอผลอย่างใจจดใจจ่อ

ปัจจุบัน ขั้นตอนยังอยู่ในระหว่างการสอบสวนของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่า ไทยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ต่อเนื่องหลายปี ที่ถูกจับตาใน 3 อุตสาหกรรมหลัก คือยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักร และยางพารา

หากผลการสอบสวนออกมาในเชิงลบ ไทยมีโอกาสเผชิญมาตรการภาษีเพิ่มเติม ส่งผลให้อัตราภาษีเฉลี่ยแท้จริงของสินค้าไทยปรับสูงขึ้นอีก และอาจมีการเปิดสอบสวนประเด็นใหม่ได้อีกในอนาคต

กระบวนการใช้มาตรการภาษีตามมาตรา 301 ครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นแค่เพียงข่าวร้ายของผู้ส่งออกไทย แต่กำลังเป็น “สัญญาณเตือน” ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ

การขึ้นภาษีของสหรัฐ ดูเหมือนเป็นเรื่องของการมีต้นทุนเพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการ แต่ในโลกการค้ายุคใหม่แล้ว ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากภาระภาษีครั้งนี้ กำลังหมายถึงการสูญเสียออเดอร์ การย้ายฐานการผลิต และการเปลี่ยนแปลงซัพพลายเชนของโลกอย่างถาวร ก็เป็นไปได้

ด้วยเหตุนี้…จึงกลายเป็นว่าโอกาสของประเทศไทยกำลังลดน้อยถอยลงและหดหายไป ขณะที่ประเทศคู่แข่งต่างก็เดินหน้าวิ่งแซงประเทศไทยไปทุกเมื่อเชื่อวัน

ทุกวันนี้ไทยส่งออกไปสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 18% ของตลาดส่งออกทั้งหมด ทั้งอาหาร ยาง รถยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงสินค้าเกษตร

เมื่อภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 12.5% นั่น…หมายความว่าสินค้ามูลค่า 100 บาท จะกลายเป็น 112.5 บาท เท่ากับว่าผู้ซื้อมีทางเลือก ประเทศที่เสียภาษีน้อยกว่าจะได้เปรียบโดยอัตโนมัติ

ปัญหาคือ วันนี้ไทยไม่ได้แข่งขันกับสหรัฐ แต่แข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ที่ถูกเก็บภาษีต่ำกว่าไทย ก็หนีไม่พ้นที่บรรดาโรงงานข้ามชาติย่อมเริ่มคำนวณใหม่ว่า ฐานการผลิตแห่งใดคุ้มค่าที่สุด

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เวียดนามกลายเป็นดาวเด่นของโลกการลงทุน มีเอฟทีเอ ครอบคลุมหลายประเทศ ค่าแรงแข่งขันได้ การอนุมัติก็รวดเร็ว  แถมรัฐบาลยังเดินเกมเชิงรุกดึงบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก

ขณะที่ อินโดนีเซีย เร่งสร้างอุตสาหกรรมแบตเตอรี่และแร่สำคัญ เพื่อดึงดูดนักลงทุน หรือ มาเลเซีย ที่กำลังกลายเป็นฐานเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ของภูมิภาคนี้

ส่วน…ประเทศไทยที่ยังมีจุดแข็งด้านซัพพลายเชน บุคลากร และอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่กำลังเสียเปรียบจากต้นทุนที่สูงขึ้น การอนุมัติที่ใช้เวลานาน และความไม่แน่นอนด้านนโยบาย

เมื่อภาษีสหรัฐเข้ามาซ้ำเติม ความแตกต่างเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนของการลงทุนมูลค่าหลายแสนล้านบาท

ความเสียหายไม่ได้เกิดเฉพาะผู้ส่งออก เท่านั้น!

หาก…คำสั่งซื้อลดลง โรงงานก็ต้องลดกำลังผลิต การจ้างงาน และโอที ย่อมหดหาย ตามมาด้วยการชะลอการจ้างงาน สิ่งเหล่านี้กระทบต่อไปยังเอสเอ็มอีที่เกี่ยวเนื่องชะลอทันที

ผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ผู้ประกอบการท้องถิ่น ต่างได้รับแรงกระแทกเป็นลูกโซ่ สุดท้าย… ผลกระทบจะย้อนกลับมาที่กำลังซื้อของคนไทยทั้งประเทศ

นี่คือเหตุผลว่าทำไมสงครามภาษีจึงไม่ใช่เรื่องของนักส่งออกเพียงกลุ่มเดียว แต่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ ที่ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ต้องรวมพลัง ร่วมกันเดินไปในทิศทางเดียวกัน

เพราะ…วิกฤติภาษีครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ระยะสั้น แต่เป็นแรงกดดันให้ไทยเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจที่ค้างมานาน ประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันด้วย “ราคาถูก” แต่ต้องแข่งขันด้วย “คุณค่า” รวมถึงการกระจายตลาดส่งออก

ที่ผ่านมา ไทยเคยผ่านวิกฤติต้มยำกุ้ง วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ และโควิด-19 มาแล้ว แต่สงครามการค้ารอบใหม่แตกต่างออกไป แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลกอย่างถาวร

หากไทยยังใช้วิธีแก้ปัญหาแบบเดิม รอให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ อาจต้องเผชิญความจริงที่ว่า โลกใบเดิมจะไม่กลับมาอีก”

ดังนั้น! ภาษี 12.5% อาจจะไม่ใช่ตัวเลขที่น่ากลัวที่สุดอีกต่อไป!