การประกาศของประธานาธิบดีดาเนียล ออร์เตกา ผู้นำนิการากัว เมื่อเดือก.ค. ที่ผ่านมา ว่าประเทศแห่งนี้จะไม่มีการจัดการเลือกตั้งอีกต่อไป นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการเมืองในอเมริกากลาง และอาจเป็นครั้งแรกในยุคปัจจุบันที่ผู้นำประเทศประกาศละทิ้งแม้แต่ “พิธีกรรม” ของการเลือกตั้งอย่างเปิดเผย

ออร์เตกา วัย 80 ปี ประกาศจุดยืนดังกล่าวระหว่างพิธีครบรอบ 47 ปีของการปฏิวัติซานดินิสตา โดยให้เหตุผลว่า การเลือกตั้งถูกใช้เป็นช่องทางให้กลุ่มการเมืองฝ่ายค้าน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐ เข้ามาแทรกแซงและยึดอำนาจ ดังนั้น การยุติกระบวนการเลือกตั้งจึงเป็นการสร้าง “กำแพง” เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ

หลังคำประกาศดังกล่าว สภาแห่งชาติซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญทันที เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ ทำให้นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การเปลี่ยนระบอบการปกครอง แต่เป็นการนำสภาพความเป็นจริงทางการเมืองที่ดำรงอยู่แล้ว มาบัญญัติไว้ในกฎหมายอย่างเป็นทางการ

แม้หลายประเทศที่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นระบอบอำนาจนิยม เช่น รัสเซีย จีน คิวบา เวเนซุเอลา หรือเกาหลีเหนือ ยังคงจัดการเลือกตั้งในรูปแบบต่าง ๆ ไว้เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของความชอบธรรม แต่รัฐบาลของออร์เตกาเลือกตัดทอนแม้กระทั่งฉากหน้าทางการเมืองดังกล่าว และประกาศอย่างชัดเจนว่า นิการากัวจะไม่กลับไปใช้กลไกการเลือกตั้งอีก

การตัดสินใจของออร์เตกาไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หากแต่เป็นผลสะสมจากการรวมศูนย์อำนาจตลอดหลายปีที่ผ่านมา จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังการประท้วงต่อต้านรัฐบาล เมื่อปี 2561 ซึ่งมีการปราบปรามอย่างรุนแรง จนมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 300 ราย หลังจากนั้น พรรคฝ่ายค้าน องค์กรภาคประชาสังคม สื่ออิสระ และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน ถูกจับกุมหรือบีบให้ลี้ภัยออกนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง

หญิงชาวนิการากัวคนหนึ่งใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ที่คูหาแห่งหนึ่งในกรุงมานากัว ระหว่างการเลือกตั้งทั่วไป 7 พ.ย. 2564

ในเวลาเดียวกัน ออร์เตกาผลักดันให้นางโรซาริโอ มูริลโญ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งและรองประธานาธิบดี ก้าวขึ้นมามีบทบาทสูงสุดในฝ่ายบริหาร จนได้การขนานนามเป็นประธานาธิบดีร่วม ซึ่งถูกมองว่าเป็นการวางโครงสร้างการสืบทอดอำนาจภายในครอบครัวและวงศ์ตระกูล

มีความเป็นไปได้สูงว่า ปัจจัยด้านสุขภาพของออร์เตกา ซึ่งมีรายงานว่าเผชิญปัญหาโรคเรื้อรังหลายโรคและภาวะไตวาย เป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐบาลนิการากัวเร่งสร้างระบบการเมือง ที่สามารถส่งผ่านอำนาจได้โดยไม่ต้องพึ่งการแข่งขันเลือกตั้ง

พร้อมกันนั้น รัฐบาลยังเดินหน้ากวาดล้างบุคคลภายในระบบการเมืองและความมั่นคงของตนเอง โดยมีรายงานว่าพันธมิตรเดิมมากกว่า 200 คน ถูกควบคุมตัวหรือถูกปลดจากตำแหน่ง เพื่อลดความเสี่ยงของการแตกแถวหรือการรัฐประหารจากภายใน

หลังออร์เตกาประกาศยกเลิกการเลือกตั้ง นายมาร์โก รูบิโอ รมว.กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ออกมาประณามที โดยระบุว่า รัฐบาลออร์เตกาและมูริลโญได้ละทิ้งแม้แต่ภาพลักษณ์ของความยินยอมจากประชาชน และสะท้อนความหวาดกลัวต่อเจตจำนงของทั้งคู่ ที่มีต่อชาวนิการากัว

นอกจากสหรัฐแล้ว องค์การรัฐอเมริกัน ( โอเอเอส ) และหลายประเทศในภูมิภาค รวมถึงคอสตาริกา ต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์ และประท้วงทางการทูตต่อนิการากัว

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับการดำเนินนโยบายของสหรัฐต่อรัฐบาลอำนาจนิยมประเทศอื่น ความเข้มข้นของมาตรการที่รัฐบาลวอชิงตันใช้กับนิการากัวยังถือว่า จำกัดอย่างมาก

ก่อนหน้านี้ สหรัฐดำเนินมาตรการแข็งกร้าวต่อเวเนซุเอลาและคิวบาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ การจำกัดการเงิน และมาตรการด้านความมั่นคง ขณะที่มาตรการต่อนิการากัวส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่ที่การคว่ำบาตรรายบุคคล การระงับวีซ่าเจ้าหน้าที่รัฐและครอบครัว รวมถึงการอายัดทรัพย์สินของบุคคลบางกลุ่ม ซึ่งยังไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลโดยตรง

คำถามสำคัญคือ เหตุใดสหรัฐจึงไม่ตอบโต้นิการากัวด้วยมาตรการรุนแรงระดับเดียวกับประเทศอื่น ประการแรก นิการากัวไม่ได้ถูกจัดเป็นประเด็นเร่งด่วนที่สุดในยุทธศาสตร์ของรัฐบาลวอชิงตัน เมื่อเทียบกับเวเนซุเอลาซึ่งมีทรัพยากรน้ำมันมหาศาล หรือคิวบาที่มีความหมายเชิงประวัติศาสตร์และการเมืองต่อสหรัฐมายาวนานหลายทศวรรษ

ขณะเดียวกัน นิการากัวไม่มีทั้งทรัพยากรพลังงานขนาดใหญ่ และไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประโยชน์หลักของสหรัฐในระดับเดียวกัน จึงทำให้การจัดสรรทรัพยากรด้านการทูต และความมั่นคงมุ่งไปยังพื้นที่อื่นมากกว่า

อีกปัจจัยหนึ่ง คือการที่รัฐบาลออร์เตกาหันไปกระชับความสัมพันธ์กับจีนและรัสเซียมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยหลังความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกเสื่อมถอย จีนเพิ่มการลงทุนในนิการากัวและได้รับสัมปทานในหลายโครงการเศรษฐกิจ ขณะที่รัสเซียขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหาร รวมถึงการใช้ประเทศแห่งนี้เป็นศูนย์กลางความร่วมมือในภูมิภาค

การมีมหาอำนาจทั้งสองประเทศคอยสนับสนุน ทำให้มาตรการกดดันของสหรัฐและยุโรปมีประสิทธิภาพลดลง เนื่องจากรัฐบาลนิการากัวยังสามารถพึ่งพาแหล่งเงินทุน การลงทุน และความร่วมมือจากพันธมิตรใหม่ได้

อีกเหตุผลสำคัญ คือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากสหรัฐเลือกใช้มาตรการรุนแรงกว่าเดิม เพราะนิการากัวยังพึ่งพาการค้ากับสหรัฐในหลายด้าน โดยเฉพาะพลังงานและสินค้าอุปโภคบริโภค หากมีการตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอย่างกะทันหัน ต้นทุนค่าครองชีพของประชาชนอาจพุ่งสูง ส่งผลให้เกิดการอพยพครั้งใหญ่เข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านและชายแดนทางใต้ของสหรัฐ ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองอยู่แล้ว

นอกจากนี้ การใช้มาตรการทางทหารหรือแรงกดดันที่รุนแรงเกินไป ยังอาจทำให้รัฐบาลออร์เตกาใช้เป็นเครื่องมือสร้างกระแสชาตินิยม กล่าวหาว่าฝ่ายค้านเป็นตัวแทนของต่างชาติ และยิ่งช่วยสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลภายในประเทศ

แม้สหรัฐประกาศคว่ำบาตรบุคคลระดับสูงของนิการากัวหลายระลอก แต่นิการากัวยังได้รับประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี ซึ่งทำให้สินค้าส่งออกจำนวนมากยังเข้าสู่ตลาดสหรัฐได้ตามปกติ ขณะที่สถาบันการเงินระหว่างประเทศหลายแห่งยังคงอนุมัติเงินกู้เพื่อโครงการพัฒนา ส่งผลให้รัฐบาลนิการากัวยังมีช่องทางเข้าถึงแหล่งเงินทุน แม้ยังถูกคว่ำบาตรในบางด้าน

นอกจากนี้ การลดบทบาทของโครงการสนับสนุนภาคประชาสังคมและองค์กรสิทธิมนุษยชนในช่วงที่ผ่านมา กลับส่งผลให้เครือข่ายฝ่ายค้านอ่อนแอลงโดยไม่ตั้งใจ และทำให้รัฐบาลออร์เตกามีพื้นที่ในการควบคุมประเทศมากขึ้น

ดังนั้น หากต้องการเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลนิการากัว มาตรการที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการประณามทางการเมือง คือการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจแบบเจาะจงเป้าหมาย โดยมุ่งตัดรายได้ของชนชั้นนำและหน่วยงานความมั่นคง มากกว่าการคว่ำบาตรที่กระทบประชาชนทั่วไป

อีกแนวทางหนึ่งคือ การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาค เช่น คอสตาริกา ปานามา แคนาดา และประเทศประชาธิปไตยในลาตินอเมริกา เพื่อคุ้มครองผู้ลี้ภัย สนับสนุนสื่ออิสระ และเตรียมกลไกสำหรับการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง หากเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในนิการากัวในอนาคต

การประกาศยกเลิกการเลือกตั้งของแดเนียล ออร์เตกา ไม่ได้เป็นเพียงการแก้ไขกฎหมายเลือกตั้ง แต่เป็นการประกาศอย่างเปิดเผยว่า นิการากัวกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบอำนาจนิยม ที่ไม่ต้องพึ่งแม้แต่ความชอบธรรมจากการเลือกตั้งอีกต่อไป

ขณะเดียวกัน ปฏิกิริยาที่ค่อนข้างจำกัดของสหรัฐสะท้อนให้เห็นว่า นโยบายต่างประเทศไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยหลักการเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับการคำนวณผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ ความเสี่ยงด้านผู้อพยพ อิทธิพลของจีนและรัสเซีย ตลอดจนข้อจำกัดของมาตรการคว่ำบาตรที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

ด้วยเหตุนี้ อนาคตของนิการากัว จึงอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับแรงกดดันจากภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่จะขึ้นอยู่กับว่าประชาคมโลกสามารถสร้างแรงกดดันที่ตรงจุด ควบคู่กับการสนับสนุนภาคประชาสังคมและเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองได้มากเพียงใด เมื่อถึงวันที่ระบอบออร์เตกาต้องเผชิญบททดสอบครั้งใหม่ในอนาคต.

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES