ณ เวลานี้ ต้องยอมรับว่า…ตัวเลขดัชนีตลาดหุ้นไทยอาจไม่ได้บอกความจริงทั้งหมด แม้ภาพรวมในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา จะฟื้นตัวเขียวสดใสไต่ระดับขึ้นจนทะลุผ่าน 1,600 จุด จากเสถียรภาพทางการเมือง ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่เติบโต และเงินลงทุนต่างชาติที่หลั่งไหลเข้าสู่ภาคธุรกิจเทคโนโลยี…แต่ภายใต้ตัวเลขอันเขียวขจีบนหน้ากระดานนี้ ตลาดทุนไทยกลับกำลังเผชิญวิกฤติความเชื่อมั่นที่สั่นคลอนหัวใจสำคัญของการเป็นศูนย์กลางการลงทุนอย่างหนัก
ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ แต่เกิดจาก “รอยแผล” ด้านธรรมาภิบาลและความปลอดภัยของข้อมูลที่เกิดขึ้นติด ๆ กันในรอบเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งท้าทายระบบการกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐและโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุนไทยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
บทเรียนระบบรายงานตน
ทั้งเรื่องของระบบรายงานตนเอง ชนวนแรกที่สร้างความปั่นป่วนให้ตลาดทุน ซึ่งเกิดขึ้นจากการปรากฏชื่อของ “น.ส.
สุภาพร พิมพงษ์” ในรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ แบบ 246-2 และแบบ 59 บนระบบของสำนักงาน ก.ล.ต. โดยรายงานว่าตนเองเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง โดยเฉพาะหุ้นทรูที่อ้างว่าถือครองสูงถึง 7.0992% ซึ่งมีมูลค่าหุ้นรวมกว่า 30,000 ล้านบาท รวมถึงการอ้างสิทธิในหุ้นบุริมสิทธิที่บริษัทไม่ได้มีการออกจริง
สิ่งที่ตามมาคือความสับสนของนักลงทุนและราคาหุ้นที่ผันผวน ก่อนที่ ก.ล.ต. และนายทะเบียนหุ้นจะเร่งตรวจสอบจนพบข้อเท็จจริงว่าเป็นการยื่นรายงานเท็จรวม 11 ฉบับ โดยไม่มีธุรกรรมการซื้อขายหรือการถือหุ้นจริงเกิดขึ้นแม้แต่หุ้นเดียว จนนำไปสู่การนำข้อมูลออกจากระบบและกล่าวโทษดำเนินคดีอาญาต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือ บก.ปอศ.
แม้เหตุการณ์นี้…ถือว่าไม่ใช่การถูกแฮกระบบ เพราะตัวผู้ยื่นรายงานมีตัวตนจริงและยอมรับว่าส่งข้อมูลด้วยตนเอง แต่ประเด็นที่บั่นทอนความเชื่อมั่นอย่างรุนแรงคือ…กระบวนการคัดกรองข้อมูลก่อนเผยแพร่สู่สาธารณะ ที่ปล่อยให้เอกสารเท็จระดับหมื่นล้านบาท ผ่านขึ้นระบบจนสร้างความเข้าใจผิดแก่ตลาด ก่อนมาตามแก้ไขในภายหลัง ซึ่งในเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่ของระบบการเปิดเผยข้อมูลแบบรายงานตนเอง ที่เน้นความเร็วแต่ขาดกลไกตรวจสอบความถูกต้องแบบเรียลไทม์

สั่นสะเทือนทางไซเบอร์
ยังไม่ทันที่แผลแรกจะประสาน ในช่วงปลายเดือนก.ค.ที่ผ่านมา ตลาดทุนไทยก็ถูกแรงกระแทกซ้ำด้วยเหตุการณ์คุกคามทางไซเบอร์ ของ บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ ทีเอสดี ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักในการจัด
เก็บข้อมูลผู้ถือหุ้นของประเทศ โดยแฮกเกอร์ได้อาศัยช่องโหว่ทางเทคนิคในส่วนของโปรไฟล์ผู้ใช้งานบนเว็บ ทีเอสดี อินเวสเตอร์ พอร์ทัล ดึงข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางการเงินของนักลงทุนไปกว่า 2 แสนราย จากฐานผู้ใช้งานประมาณ 5 ล้านราย และชุดข้อมูลที่หลุดออกไปมีความล่อแหลมสูง ประกอบด้วย ชื่อ-นามสกุล, วันเดือนปีเกิด และเลขประจำตัวประชาชน, เบอร์โทรศัพท์ และอีเมล ชื่อบริษัทหลักทรัพย์ และ เลขบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์, ชื่อธนาคาร และ เลขบัญชีเงินฝากธนาคาร
แม้…ทีเอสดี และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือตลท. ได้เร่งตั้งโต๊ะแถลงยืนยันว่า พอร์ตหุ้นและจำนวนหลักทรัพย์ไม่ได้สูญหาย ระบบซื้อขายหลักหลังบ้านมีความปลอดภัย 100% พร้อมทั้งสั่งปิดช่องโหว่และใช้เอไอ ตรวจสอบโค้ดทั้งหมดก็ตาม แต่ความเสียหายในแง่ความรู้สึกของนักลงทุนเกิดขึ้นแล้ว ข้อมูลส่วนบุคคลที่หลุดออกไปพร้อมกันแบบครบชุด ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อนักลงทุนในการตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ฟื้นฟูความเชื่อมั่น
เพราะตลาดทุนไม่ใช่เพียงพื้นที่สำหรับการจับคู่ซื้อขายหลักทรัพย์หรือการระดมทุนของภาคธุรกิจเท่านั้น แต่ถือว่า…เป็นตลาดแห่งความเชื่อมั่น ที่ขับเคลื่อนให้เดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ด้วยข้อมูลข่าวสาร ตัวเลข และความไว้วางใจ ที่สำคัญเงินลงทุนนับหมื่นนับแสนล้านบาท ที่ไหลเวียนในแต่ละวัน ก็ไม่ได้ผูกติดอยู่กับตัวสินทรัพย์แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่กลับผูกอยู่กับความเชื่อมั่น ที่ว่า…ระบบการกำกับดูแลนั้น มีความเที่ยงตรง ข้อมูลที่เปิดเผยมีความแม่นยำ และระบบโครงสร้างพื้นฐานมีความปลอดภัยสูงสุด
เมื่อใดก็ตามที่ระบบเปิดเผยข้อมูล กลับปล่อยให้มีการรายงานเท็จเล็ดลอดออกมา หรือระบบเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลเกิดรอยรั่ว หัวใจสำคัญอย่าง “ความน่าเชื่อถือ” ก็ย่อมสั่นคลอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่าลืมว่าเวลานี้…ตลาดทุนไทยกำลังเปราะบางต่อกระแสข่าวที่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ใช่เพราะนักลงทุนตื่นตระหนกเกินเหตุแต่เป็นเพราะความเชื่อมั่นที่มีอยู่เดิมลดลง ยิ่งเมื่อเกิดกรณีข้อมูลผู้ลงทุนของทีเอสดีรั่วไหล ความกังวลก็ยิ่งขยายวงกว้าง
เพราะในยุคดิจิทัล ข้อมูลถือเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าไม่ต่างจากเงินลงทุน นักลงทุนจำนวนมากจึงเริ่มตั้งคำถามว่า หากข้อมูลส่วนบุคคลยังไม่ปลอดภัย แล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่าระบบตลาดทุนมีความพร้อมรองรับการลงทุนในอนาคต
เหตุการณ์นี้…อาจไม่ทำให้เกิดความเสียหายทางการเงินโดยตรง แต่สร้างต้นทุนที่ประเมินค่าได้ยาก เพราะนั่นคือต้นทุนด้านความเชื่อมั่น ซึ่งใช้เวลาฟื้นฟูนานกว่าตัวเลขดัชนีเสียอีก ซึ่งตลาดทุนทั่วโลกพิสูจน์มาแล้วว่า ความเชื่อมั่นสร้างยากแต่พังง่าย หลายประเทศเมื่อเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหลหรือปัญหาการกำกับดูแลหน่วยงานกำกับมักเร่งตรวจสอบ และเปิดเผยข้อเท็จจริง พร้อมกำหนดมาตรการเยียวยา และสื่อสารอย่างโปร่งใส เพื่อไม่ให้ความกังวลลุกลาม
สำหรับประเทศไทยแล้ว…สิ่งที่นักลงทุนต้องการในเวลานี้อาจไม่ใช่เพียงการออกมาปฏิเสธข่าว แต่คือการแสดงให้เห็นว่า ระบบกำกับดูแลยังเข้มแข็ง สามารถตรวจสอบได้จริง และมีบทลงโทษที่ชัดเจนหากพบความผิด เพราะความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดจากคำพูด แต่เกิดจากการลงมือทำ ขณะที่รัฐบาลเองก็มีภารกิจสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุน โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องการดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศหากตลาดทุนไทยถูกมองว่ามีความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล หรือการคุ้มครองข้อมูลยังไม่เพียงพอ ย่อมกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
เร่งดึงเครื่องยนต์ใหม่
ท่ามกลางความเชื่อมั่นที่หดหาย รัฐบาลต่างเร่งผลักดันมาตรการเชิงรุก เพื่อดึงเงินลงทุนและสร้างความเชื่อมั่นรอบใหม่ให้กับตลาดทุนไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ “บีโอไอ ทู ไอพีโอ” ที่เป็นการเชื่อมโยง บริษัทต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มบิ๊กเทค จากจีนและอเมริกา รวมถึงอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น อุปกรณ์รับส่งสัญญาณใยแก้วนำแสง, แผงวงจรพีซีบีและอีวี ที่เข้ามาลงทุนผ่านบีโอไอ ให้ขยายผลไปสู่การระดมทุนและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย (ไอพีโอ) เพื่อเพิ่มสินค้าใหม่ที่มีความน่าดึงดูดสูงให้แก่นักลงทุน รวมทั้งปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายและการดำเนินงาน เพื่อเร่งรัดให้เงินลงทุนที่ได้รับอนุมัติจากบีโอไอแล้วกว่า 4.8 แสนล้านบาท สามารถเบิกจ่ายและเริ่มสร้างโรงงานหรือดำเนินกิจการจริงในไทยได้เร็วที่สุด ภายใต้โครงการไทยแลนด์ ฟาสต์ พาส ส่งผลให้มูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนพุ่งทะลุ 1 ล้านล้านบาท ช่วยหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจจริง และสะท้อนกลับมาเป็นกำไรของ บจ. ในตลาดทุน
ก้าวต่อไปของการฟื้นศรัทธา
ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ในโลกการเงินยุคใหม่…ตัวเลขดัชนีที่สูงขึ้นไม่สามารถทดแทนความน่าเชื่อถือของระบบได้ แม้ภาครัฐจะพยายามเร่งเครื่องดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ เข้ามาสร้างสตอรี่การเติบโตให้เศรษฐกิจ แต่การที่ตลาดทุนจะเติบโตได้อย่างยั่งยืน หน่วยงานกำกับดูแลทั้ง ก.ล.ต., ตลท. และทีเอสดี จำเป็นต้องเร่งยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแล การตรวจสอบข้อมูลก่อนเปิดเผย และความปลอดภัยทางไซเบอร์ใหม่ทั้งหมด
สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้…คือ การเปลี่ยนผ่านจากการ “แก้ปัญหาตามหลัง” ไปสู่การสร้างกลไกป้องกันเชิงรุกอย่างจริงจัง เพราะศรัทธาของนักลงทุนเปรียบเสมือนแก้วที่เมื่อร้าวแล้ว การจะประสานกลับคืนมาได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนโยบายที่สวยหรูเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยวินัย ความโปร่งใส และความรับผิดชอบที่เข้มงวดมากกว่าเดิมหลายเท่า
ฉะนั้น การกอบกู้ศรัทธาอาจต้องใช้เวลามากกว่าการทำลาย แต่ออกซิเจนใหม่จากการยกระดับระบบในครั้งนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญที่พิสูจน์ว่า ตลาดหุ้นไทยไม่ได้มีดีแค่ตัวเลขดัชนีชั่วคราว แต่เป็นตลาดทุนที่ปลอดภัย!
ทีมเศรษฐกิจ
4 กลยุทธ์หวังกระตุกเชื่อมั่น

“อัสสเดช คงสิริ” กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ประกาศวิสัยทัศน์เชิงรุก โดยมุ่งขับเคลื่อนตลาดทุนไทยสู่การเป็นประตูโอกาสที่น่าเชื่อถือสำหรับทุกคน โดยเน้นการวางรากฐานเพื่อการเติบโตในระยะยาวมากกว่าการหวังผลกำไรระยะสั้น เพื่อรับมือกับความผันผวนของเทคโนโลยีและสภาวะโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งมีกลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนคือ“เซต–พาธ”หรือเพิ่มความสะดวก ซึ่งมี 4 กลยุทธ์
ทั้งนี้โครงสร้างพื้นฐานที่ไร้รอยต่อ มุ่งเน้นการเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีเสถียรภาพและน่าเชื่อถือสูงสุด ระบบการซื้อขายต้องมีความต่อเนื่อง เปรียบเสมือนการเปิดสวิตช์ไฟที่ต้องติดทุกเช้า เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนว่าจะได้รับหุ้นและเงินอย่างถูกต้องเสมอ การเสริมสร้างศักยภาพผู้เข้าร่วมตลาด โดยตลท.วางบทบาทเป็นวิตามินซี เพื่อเสริมกำลังให้ผู้ประกอบการและนักลงทุน โดยมุ่งเป็นแหล่งระดมทุนที่คล่องตัวและปรับบริบทให้เข้ากับสภาวะโลกผ่านการทำงานร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. นอก จากนี้ยังเปิดตัวแอปพลิเคชัน วิเศษ เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลที่รอบรู้และน่าเชื่อถือให้นักลงทุนเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของตลาดซื้อขายออนไลน์ที่น่าเชื่อถือ สร้างความเชื่อมั่นกลับคืนสู่ตลาดทุนหลังจากเผชิญวิกฤติความเชื่อมั่นในช่วงที่ผ่านมา โดยจะนำเทคโนโลยีและเอไอเข้ามาช่วยในการกำกับดูแลการซื้อขายและการเปิดเผยข้อมูลให้มีความโปร่งใสและรอบคอบมากขึ้น สุดท้ายคือ กลุ่มคนที่มีเป้าหมายและสร้างการเปลี่ยนแปลง พัฒนาบุคลากรภายในองค์กรให้มีความคล่องตัว และมีความพร้อมสำหรับอนาคต เพื่อให้พร้อมนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มายกระดับการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังมีโครงการจั๊มพ์พลัส กลไกยกระดับมูลค่าบริษัทจดทะเบียน ซึ่งได้รับความสนใจอย่างสูงจากบริษัทจดทะเบียน (บจ.) โดยที่ผ่านมามีบริษัทเข้าร่วมถึง 142 บริษัท ครอบคลุมทั้ง เซ็ต50, เซ็ต100 และเอ็มเอไอ โครงการนี้เน้นให้บริษัทวาดแผนการเติบโตภายใน 3 ปี ทั้งในด้านการลงทุน ธรรมาภิบาล และโครงการด้านอีเอสจี โดยมีกองทุนซีเอ็มดีเอฟ สนับสนุนด้านที่ปรึกษา และสมาคมนักวิเคราะห์ช่วยสื่อสารแผนงานให้นักลงทุนทราบ, ซึ่งหัวใจสำคัญคือการสื่อสารความคืบหน้าทุก 6 เดือน เพื่อแสดงถึงศักยภาพในการบริหารจัดการธุรกิจแม้ในยามวิกฤติ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนสถาบัน
“อัสสเดช” ยังเน้นย้ำว่า อีเอสจีไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากนักลงทุนสถาบันทั่วโลกใช้เป็นเกณฑ์หลักในการตัดสินใจลงทุน หากบริษัทไทยไม่ปรับตัว โดยเงินลงทุนจะไหลไปสู่ตลาดอื่นที่พร้อมกว่า โดยเฉพาะมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างซีแบมของยุโรปที่เป็นตัว
เร่งสำคัญ.



