นอกเหนือความสนใจเส้นทางชีวิต การต่อสู้ และการเติบโตที่ก้าวข้ามเงื่อนไขต้นทุนชีวิตได้สำเร็จ  การค้นหาความจริงเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิตเป็นสิ่งที่หลายคนติดตาม  ด้วยเหตุเกิดต่างแดน ณ ประเทศจอร์เจีย  และมาตรา 115 แห่งประมวลกฎหมายอาญาของจอร์เจีย  ถูกพูดถึงเป็นลำดับแรกในการ“เริ่มต้น”ค้นหาความจริง

เพื่อทำความเข้าใจกระบวนการในลักษณะเดียวกันนี้  หากเกิดเหตุขึ้นในประเทศไทยเคยมีการดำเนินการอย่างไร “ทีมข่าวอาชญากรรม” สอบถามข้อกฎหมายกับ นายทรงพล  สุวรรณพงศ์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด  เผยว่า การ “เปิดสำนวน”สอบสวนของแต่ละประเทศเป็นไปตามกฎหมายภายในของประเทศนั้น ๆ การดำเนินการตามมาตรา 115 ของจอร์เจีย ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่ได้วินิจฉัยหรือสรุปแล้วว่าเป็นคดีฆาตกรรม แต่เป็นการเริ่มต้นกระบวนการสอบสวน เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงและค้นหาสาเหตุแท้จริงของการเสียชีวิตได้

และหากเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นในประเทศไทย  นายทรงพล  อธิบายให้เห็นภาพการทำว่า เมื่อพบชาวต่างชาติเสียชีวิตในห้องพัก โรงแรม คอนโดมิเนียม หรือสถานที่ปิด โดยยังไม่สามารถระบุสาเหตุการเสียชีวิตได้  พนักงานสอบสวนจะดำเนินการตามบทบัญญัติ ว่าด้วยการชันสูตรพลิกศพในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตาม มาตรา 148 เมื่อปรากฏแน่ชัดหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลตายโดยผิดธรรมชาติ หรือ “ตายโดยยังมิปรากฏเหตุ” ต้องชันสูตรพลิกศพทันที  

โดยการตายผิดธรรมชาติครอบคลุม 5 กรณี ได้แก่ การฆ่าตัวตาย ถูกผู้อื่นทำให้ตาย ถูกสัตว์ทำร้ายตาย ตายโดยอุบัติเหตุ และตายโดยยังมิปรากฏเหตุ  จากนั้น มาตรา 150 กำหนดให้พนักงานสอบสวนร่วมกับแพทย์นิติเวช หรือแพทย์ที่กฎหมายกำหนด ทำการชันสูตรพลิกศพโดยเร็ว พร้อมจัดทำบันทึกการชันสูตรและรายงานประกอบสำนวน เพื่อค้นหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างเป็นระบบ

ในทางปฏิบัติ พนักงานสอบสวนจะเข้าตรวจสถานที่เกิดเหตุร่วมกับเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน มีการรักษาสภาพสถานที่เกิดเหตุ ตรวจเก็บลายนิ้วมือ ดีเอ็นเอ ร่องรอยการต่อสู้ พยานวัตถุ และตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด โดยในระยะนี้ยังไม่มีการสรุปว่าการเสียชีวิตเกิดจากการฆาตกรรม อุบัติเหตุ หรือสาเหตุอื่น จนกว่าจะได้พยานหลักฐานและผลการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ครบถ้วน

กรณี“ยังไม่ทราบสาเหตุการเสียชีวิต” หลักการสอบสวนประเทศไทยคือ  จะไม่ยึดข้อสันนิษฐานใดเพียงด้านเดียว แต่จะพิจารณาความเป็นไปได้ในทุกมิติ ได้แก่

-การเสียชีวิตจากโรคประจำตัว หรือภาวะเฉียบพลัน          

-การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ     

-การทำร้ายตนเอง                 

-การถูกผู้อื่นทำให้ถึงแก่ความตาย

ทุกสมมติฐานต้องได้รับการตรวจสอบจากพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ ผลการชันสูตรพลิกศพ ผลตรวจทางพิษวิทยา และผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ก่อน  จึงจะสามารถสรุปข้อเท็จจริงได้

คดีที่ผู้เสียชีวิตเป็น“ชาวต่างชาติ”และ“เสียชีวิตเพียงลำพังในที่ปิด” มักมีความซับซ้อนกว่าคดีทั่วไป คดีลักษณะนี้มีอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากเจ้าหน้าที่อาจไม่สามารถเข้าถึงประวัติการรักษาหรือข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เสียชีวิตได้ทันที ต้องอาศัยการประสานงานกับประเทศต้นทาง

นอกจากนี้ หากพบศพหลังเสียชีวิตเป็นเวลานาน  สภาพศพที่เปลี่ยนแปลงอาจทำให้การระบุเวลา หรือสาเหตุการเสียชีวิตทำได้ยากขึ้น  อีกทั้งผลตรวจทางพิษวิทยาและผลตรวจทางห้องปฏิบัติการบางประเภท อาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์จึงจะแล้วเสร็จ

ซึ่งประเทศไทยเคยมีหลายกรณีที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเสียชีวิตภายในโรงแรมหรือห้องพัก ซึ่งทุกคดีจะเข้าสู่กระบวนการชันสูตรพลิกศพและการสอบสวนตามกฎหมายเช่นเดียวกัน

ตัวอย่างที่เห็นภาพได้ชัดคือ กรณีชาวต่างชาติ 6 คน เสียชีวิตภายในโรงแรมย่านราชประสงค์ กรุงเทพฯ เมื่อปี 2567  ช่วงแรกเจ้าหน้าที่ไม่ได้สรุปว่าเป็นการฆาตกรรม หรือการเสียชีวิตจากสาเหตุใด  แต่ได้“ปิดกั้น”สถานที่เกิดเหตุ  ตรวจเก็บพยานหลักฐาน  กล้องวงจรปิด  ส่งศพชันสูตร  และตรวจพิษวิทยาอย่างละเอียด ก่อนผลตรวจพบ“สารไซยาไนด์”ในร่างผู้เสียชีวิตและพยานวัตถุ  จึงสามารถสรุปแนวทางของคดีได้ในภายหลัง

กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า  แม้จะพบผู้เสียชีวิตภายในห้องพัก แต่เจ้าหน้าที่จะไม่รีบสรุปสาเหตุการเสียชีวิต  แต่จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายและอาศัยพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นสำคัญ

เมื่อยืนยันได้ว่าผู้เสียชีวิตเป็นชาวต่างชาติ พนักงานสอบสวนจะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อแจ้งสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลของประเทศนั้นให้รับทราบ

จากนั้นสถานทูตจะเป็นผู้ประสานการแจ้งญาติ  การจัดทำเอกสาร  การรับศพ  และการส่งร่างผู้เสียชีวิตกลับประเทศตามกฎหมายและแนวปฏิบัติของแต่ละประเทศ

อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรเข้าใจการติดตามข่าวกรณีนี้ว่าสิ่งสำคัญคือ  “การเปิดสำนวนสอบสวน”ไม่ว่าจะเป็นในประเทศไทยหรือต่างประเทศ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการค้นหาความจริง  ยัง“ไม่ใช่ข้อสรุป”ว่ามีการฆาตกรรมหรือมีผู้กระทำความผิด

เช่นเดียวกับหลักกฎหมายไทย การพบผู้เสียชีวิตในที่ปิดเพียงลำพังไม่ได้หมายความว่าจะเป็นคดีอาญาเสมอไป เจ้าหน้าที่มีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานทุกด้าน  และอาศัย“ผลการชันสูตรพลิกศพ”กับ“ผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์”เป็นหลักในการสรุปสาเหตุการเสียชีวิต

ดังนั้น การติดตามข่าวควรรอผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการ และหลีกเลี่ยงการสรุปข้อเท็จจริงล่วงหน้า เพราะอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม.

ทีมข่าวอาชญากรรม  รายงาน