จากเหตุการณ์กราดยิงหลายต่อหลายครั้งในอดีตนำมาสู่การจัดทำ “คู่มือการรับมือสถานการณ์มือปืนยิงไม่เลือกหน้า (Active Shooter)” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งสามารถปรับใช้ได้ทั้งประชาชน นักเรียน ไปจนถึงนักท่องเที่ยว ภายใต้หลักปฏิบัติที่เป็นสากลและควรเรียนรู้
“หลักการรับมือ หนี ซ่อน สู้”
เมื่อเกิดสถานการณ์มือปืนยิงไม่เลือกหน้า (Active Shooter) หรือเหตุกราดยิง หลักปฏิบัติมาตรฐานสากลที่ได้รับความยินยอมและยอมรับทั่วโลก เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิต คือ

- หนี (RUN) ทางเลือกแรกเมื่อเกิดเหตุ
เมื่อได้ยินเสียงปืนหรือทราบว่ามีเหตุร้าย ให้พยายามหาทางออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด
ประเมินทางออก – สังเกตและใช้ทางออกฉุกเฉิน หรือทางที่ไม่ใช่ทางเดินหลักหากเป็นไปได้
ทิ้งของไว้ข้างหลัง – ไม่ต้องเสียเวลาเก็บของส่วนตัว นาเฉพาะสิ่งของจาเป็นติดตัวไปเท่าที่ทาได้
เตือนผู้อื่น – พยายามชวนผู้อื่นให้หนีไปด้วย แต่หากมีคนปฏิเสธ อย่ารอ ให้รีบหนีทันที
การเคลื่อนที่ – พยายามวิ่งแบบย่อตัว หาสิ่งกีดขวาง (เช่น เสา ผนังคอนกรีต) บังทิศทางปืน
เมื่อพ้นพื้นที่อันตราย – รีบโทรแจ้งตารวจ (191) หรือสายด่วนฉุกเฉินทันที

- ซ่อน (HIDE) เมื่อไม่สามารถหนีออกจากพื้นที่ได้
หากทางออกถูกปิดกั้น หรือการวิ่งหนีเสี่ยงต่อการถูกเห็น ให้หาที่ซ่อนตัวที่ปลอดภัยที่สุด
เลือกที่ซ่อนที่แข็งแรง – ซ่อนหลังวัตถุที่สามารถกันกระสุนได้ เช่น กำแพงคอนกรีต เสาใหญ่ (หลีกเลี่ยงการซ่อนหลังประตู
ไม้ธรรมดาหรือไม้อัด)
ล็อกและหาสิ่งกีดขวาง – ล็อกประตูห้อง นำโต๊ะ ตู้ หรือเก้าอี้มาดันประตูไว้
ปิดช่องทางรับรู้ของผู้ก่อเหตุ – ปิดไฟ ปิดม่าน ปิดแอร์หรือพัดลม เพื่อลดเสียง
เงียบที่สุด – ปิดเสียงโทรศัพท์มือถือ (รวมถึงระบบสั่น) ห้ามพูดคุย หรือส่งเสียงดัง
เตรียมพร้อม – กระจายตัวกันซ่อน ไม่ควรกระจุกตัวรวมกันอยู่ที่มุมเดียวของห้อง

- สู้ (FIGHT) ทางเลือกสุดท้ายเพื่อเอาชีวิตรอด
ใช้เมื่อถูกพบตัว หรือไม่มีทางหนี ทางซ่อนแล้วเท่านั้น และต้องทำด้วยความเด็ดขาด พร้อมสู้เต็มที่
ร่วมมือกัน – หากมีหลายคน ให้ส่งสัญญาณแล้วโจมตีพร้อมกัน
ใช้อาวุธรอบตัว -ใช้สิ่งของใกล้ตัวเป็นอาวุธ เช่น ถังดับเพลิง , กรรไกร , ปากกา , ขาเก้าอี้ หรือของแข็งหนัก ๆ
เบี่ยงเบนความสนใจ – ฉีดถังดับเพลิงใส่หน้าผู้ก่อเหตุ ขว้างปาของใส่หน้าเพื่อขัดจังหวะการยิง
จู่โจมจุดอ่อน – เล็งไปที่จุดสำคัญ เช่น ตา คอ หน้าผาก หู หรือจับยึดตัวอาวุธปืนออกไปให้พ้นมือ
“ข้อปฏิบัติเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงพื้นที่”
ตั้งสติและยกมือขึ้นสูง – ชูมือสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ กางนิ้วออก เพื่อให้เจ้าหน้าที่เห็นชัดเจนว่าไม่มีอาวุธ
ห้ามถือวัตถุใด ๆ – ห้ามถือโทรศัพท์ กระเป๋า หรือสิ่งของที่อาจดูคล้ายอาวุธ
ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด – ทำตามที่เจ้าหน้าที่สั่งทันที ไม่วิ่งเข้าหา หรือสวมกอดเจ้าหน้าที่
ให้ข้อมูลสำคัญ (หากรู้)
-ตำแหน่ง และจำนวนของผู้ก่อเหตุ
-รูปพรรณสันฐาน และการแต่งกายของผู้ก่อเหตุ
-ชนิด และจำนวนอาวุธที่เห็น
-จำนวนผู้บาดเจ็บ หรือติดค้างในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม ในกรณีเกิดขึ้นกับสถานศึกษา มีแนวทางรับมือสถานการณ์(School Protocols) ด้วยการบริหารจัดการระบบความปลอดภัย เน้นการซ้อมแผนเผชิญเหตุ การสื่อสาร และการแบ่งหน้าที่ของครู บุคลากร และนักเรียนอย่างชัดเจน ดังนี้
1.บทบาทและหน้าที่ของครู/บุคลากร – เมื่อเกิดเหตุ “ครูผู้สอน”คือ“ผู้ควบคุมสถานการณ์”ในห้องเรียน และต้องตัดสินใจทันทีตามหลัก หนี-ซ่อน-สู้
กรณีอยู่ในห้องเรียน (สั่ง Lockdown ทันที)
ต้อนนักเรียนเข้าห้อง – ดึงเด็กที่อยู่บริเวณทางเดิน เข้าห้องเรียนที่ใกล้ที่สุดทันที
ล็อกและกันประตู – ล็อกประตูห้อง นำโต๊ะ ตู้เหล็ก หรือเก้าอี้มาตั้งซ้อนกัน เพื่อดันประตู
ปิดบังวิสัยทัศน์ – ปิดม่าน ปิดไฟ ปิดแอร์ หมอบต่ำให้อยู่นอกสายตาจากช่องกระจกประตู
ควบคุมความเงียบ – สั่งให้นักเรียนปิดเสียงโทรศัพท์มือถือ(ปิดสั่น) และงดใช้โซเชียลมีเดีย ป้องกันไม่ให้ตำแหน่งหรือแผนของเจ้าหน้าที่หลุดออกไป

กรณีอยู่นอกห้องเรียน (ลานกิจกรรม/โรงอาหาร)
พาเด็กวิ่งหนีออกนอกอาคารไปยังจุดรวมพลที่ปลอดภัยทันที หากหนีไม่ได้ให้เข้าห้องที่ใกล้ที่สุดและทำกระบวนการ Lockdown
2.ระบบการแจ้งเตือนและการสื่อสาร
รหัสสัญญาณแจ้งเตือน – ควรมีระบบประกาศที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน เช่น การประกาศรหัสเฉพาะ หรือการใช้สัญญาณไซเรนที่แตกต่างจากสัญญาณไฟไหม้
คำสั่งที่ชัดเจน – ประกาศผ่านลำโพงไร้สาย/เสียงตามสาย เช่น “ประกาศ Lock Down อาคาร A มีเหตุอันตราย ให้ทุกคนล็อกห้องและหมอบต่ำทันที”
ระบบแจ้งตำรวจ – กำหนดบุคลากรชั้นผู้ใหญ่ (เช่น ผู้อำนวยการ หรือฝ่ายปกครอง) ที่มีหน้าที่โทร 191 และประสานงานกับเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะ

3.การเตรียมความพร้อมและมาตรการป้องกัน
ซ้อมแผนเผชิญเหตุ – อย่างน้อยปีละ 1–2 ครั้ง ทั้งแบบประกาศล่วงหน้า และไม่ประกาศล่วงหน้า เพื่อให้คุ้นเคยกับคำสั่ง “หมอบ – เงียบ – ล็อก”
การคัดกรองและการเข้าออก – กำหนดทางเข้า-ออกโรงเรียนให้เหลือน้อยที่สุดระหว่างเวลาเรียน พร้อมระบบแลกบัตรและตรวจค้นสิ่งของบุคคลภายนอก
ระบบเฝ้าระวังพฤติกรรม – จัดตั้งทีมครูแนะแนว/นักจิตวิทยา คอยสังเกตสัญญาณเตือน เช่น นักเรียนที่มีพฤติกรรมแยกตัว โดนบูลลี่ มีความแค้นเคือง หรือโพสต์ข้อความข่มขู่ในโซเชียลมีเดีย

4.ขั้นตอนหลังเกิดเหตุ
การนับจำนวนนักเรียน – เมื่อเจ้าหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว ครูต้องเช็กชื่อทันที เพื่อยืนยันว่าไม่มีใครตกค้างหรือสูญหาย
จุดส่งมอบนักเรียนให้ผู้ปกครอง – กำหนดพื้นที่ปลอดภัยนอกโรงเรียน สำหรับให้ผู้ปกครองมารับนักเรียน โดยมีระบบลงทะเบียนเพื่อความถูกต้อง
การฟื้นฟูจิตใจ – จัดทีมเยียวยาจิตใจ เข้าดูแลครูและนักเรียนที่มีภาวะตกใจหรือสะเทือนใจจากเหตุการณ์ (PTSD).



