ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ผ่านด่านสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วอย่างฉลุย ด้วยคะแนนเห็นชอบ 338 ต่อ 144 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง โดยได้เสียงจากพรรคร่วมรัฐบาลตบเท้าหนุนกันพร้อมหน้า ไร้สัญญาณแตกแถว ขณะที่ “พรรคกล้าธรรม” ก็เข้ามาเติมเสียงให้อีก 56 เสียง รวมถึง 2 สส.จากพรรคไทยสร้างไทย ทำให้รัฐบาลมีเสียงหนุนในสภาเพิ่มจากฐานเดิมที่มีอยู่ แม้รัฐบาล “สีน้ำเงิน” จะพาร่างงบฯ ผ่าน 2 สภาไปได้ แต่หลังฉากยังมีแรงเขย่ารออยู่อีกหลายระลอก

สิ่งที่ต้องจับตาจึงไม่ใช่แค่ตัวเลขว่าเสียงสนับสนุน “รัฐบาลสีน้ำเงิน” จะแน่นแค่ไหน เพราะสนามการเมืองหลังการพิจารณางบฯ ยังมีอีกหลายด่านที่รออยู่ และบางด่านอาจหนักกว่าการโหวตงบฯ เสียด้วยซ้ำ
โดยเฉพาะ คดีฮั้ว สว. ที่กำลังเดินเข้าสู่จุดชี้ขาด กกต. ที่ถูกจับจ้องหนักขึ้นทุกขณะ รวมถึงแรงกดดันจากภาคประชาชนที่เตรียมขยับคู่ขนานไปกับเกมในสภา นี่คือโจทย์ของรัฐบาล “สีน้ำเงิน” ที่นำโดย “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย แม้จะพาร่างงบประมาณผ่านไปได้ แต่การเมืองกลับไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกัน เพราะต้องเจอกับจุดเสี่ยงอีกหลายด่าน
ด่านแรกวันที่ 14 ก.ย.69 อาจกลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญ เมื่อ กกต.นัดประชุมพิจารณาและลงมติสำนวนเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว. ตรงนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “กกต.กับ สว.” อีกต่อไป แต่กำลังถูกลากเข้าสู่สมรภูมิการเมืองเต็มตัวและอาจเป็นจุดพีคได้อีกด้วย
เพราะผลของคดีฮั้ว สว. ไม่ว่าจะออกหัวหรือก้อย ย่อมมีแรงสะเทือนต่อทั้งภาพลักษณ์ของวุฒิสภา ความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ และแน่นอนว่า ฝ่ายค้านย่อมหยิบผลที่ออกมาไปขยายผลทางการเมืองต่อ
หาก กกต.มีมติเดินหน้าดำเนินคดี ก็จะทำให้ สว.จำนวนหนึ่งต้องเข้าสู่ภาวะตั้งรับ และคำถามจะไม่หยุดอยู่เพียงว่า “ใครผิด ใครถูก” แต่จะขยับไปถึงว่า กระบวนการได้มาซึ่งวุฒิสภาชุดนี้มีปัญหาถึงระดับใด และผลสะเทือนจะลามไปถึงความชอบธรรมในการทำหน้าที่ของ สว.ทั้งระบบหรือไม่

แต่ถ้าผลออกมาอีกทาง แรงกระแทกก็อาจย้อนกลับไปหา กกต.ทันที เพราะสังคมจับตาคดีนี้มานาน และมีหลักฐาน ข้อมูล และข้อกล่าวหาหลากหลายชุดถูกนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณะจนเกิดความคาดหวังว่า กระบวนการตรวจสอบจะต้องให้คำตอบที่ชัดเจน
โจทย์ใหญ่ของ กกต.จึงอยู่ตรงนี้ว่า หลักฐานทั้งหมดที่มีอยู่ในสำนวน เพียงพอหรือไม่ที่จะทำให้ 7 เสือกกต.เชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิด และหากไม่เพียงพอ กกต.จะอธิบายต่อสังคมอย่างไร ให้คำตัดสินไม่ถูกมองว่าเป็นการ “อุ้มคนการเมือง” หรือ “เชือด ด้วยเหตุผลทางการเมือง”
ยิ่งมีคำพูดของ “นครินทร์ เมฆไตรรัตน์” อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่กล่าวถึงข้อกังวลต่อระบบ สว.เลือกกันเอง และสะท้อนปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือและความชอบธรรมของวุฒิสภา ยิ่งทำให้คำถามเรื่องที่มาของ สว.ไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาททางกฎหมาย แต่ถูกยกระดับเป็นคำถามเรื่องโครงสร้างและความชอบธรรมของระบบการเมือง
ดังนั้น วันที่ 14 ก.ย.จึงไม่ใช่แค่ “วันชี้ชะตาคดีฮั้ว สว.” แต่เป็นวันที่ทั้ง “กกต.และ สว.” ถูกจับขึ้นเขียงทางการเมืองพร้อมกัน
หากมติของ กกต.ออกมาไม่เป็นที่พอใจของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แรงตีกลับก็พร้อมเกิดขึ้นทันที เพราะไม่ว่าผลจะออกหน้าไหน ย่อมมีคนได้และมีคนเสีย และฝ่ายที่เสียประโยชน์ย่อมไม่ปล่อยให้เรื่องจบลงง่ายๆ
ยิ่งเมื่อมีแรงกดดันจากภาคประชาชนเข้ามาประกบ โดยมีความเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ กกต.เดินหน้าดำเนินคดี รวมถึงการนัดชุมนุมในวันที่ 13 ก.ย. ก่อน กกต.ลงมติในวันที่ 14 ก.ย. ยิ่งทำให้สถานการณ์ร้อนขึ้นไปอีกระดับ
เพราะก่อน กกต.จะเคาะสำนวนส่งต่อศาล การเมืองก็เริ่มเคาะประตูบ้าน กกต.เสียแล้ว แรงเขย่าจึงไม่ได้กระทบเฉพาะวุฒิสภา แต่ลากไปถึงรัฐบาลสีน้ำเงินและพรรคการเมือง โดยเฉพาะ “พรรคภูมิใจไทย” ซึ่งถูกฝ่ายค้านพยายามผูกโยงเข้ากับภาพ “ระบอบสีน้ำเงิน” มาอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดในวันอภิปรายงบประมาณ “ศุภชัย ใจสมุทร” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ออกมาตอบโต้การทำงานของ กกต.อย่างดุเดือด โดยตั้งคำถามถึงข้อเสนอให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหา 229 คน พร้อมวิจารณ์ว่าสำนวนมีลักษณะเหมือนกันเป็น “กระดาษแผ่นเดียว” แล้วเปลี่ยนชื่อผู้ถูกกล่าวหา และมองว่าการดำเนินคดีต้องพิจารณาพฤติกรรมของแต่ละบุคคล ไม่ใช่เหวี่ยงแหเอาผิดทั้งหมด ขณะเดียวกันยังกล่าวหาว่ามีการใช้กลไกของ DSI และตำรวจเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งทั้งหมดเป็นข้อกล่าวหาจากฝ่ายการเมืองที่ผู้เกี่ยวข้องยังสามารถชี้แจงโต้แย้งได้

จึงเท่ากับว่า ก่อนถึงวันที่ 14 ก.ย. สนามรบไม่ได้อยู่เฉพาะในสำนวนคดีอีกแล้ว แต่ขยับออกมาอยู่กลางสภา และกำลังกลายเป็นสงครามข้อมูลข่าวสารระหว่างฝ่ายที่ต้องการให้เดินหน้าคดี กับฝ่ายที่มองว่ากระบวนการกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือเล่นงานทางการเมือง
แม้ “นายกฯหนู” จะยืนยันมาตลอดว่า “รัฐบาลกับวุฒิสภา” เป็นคนละสถาบัน และรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการได้มาซึ่ง สว. พร้อมย้ำว่าหากฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ คณะรัฐมนตรีก็พร้อมชี้แจง
แต่ตรงนี้เองที่เกมมีโอกาสเปลี่ยนจาก “คดี สว.” ไปเป็น “คดีการเมือง” เพราะฝ่ายค้านไม่ได้ต้องการเพียงชี้ว่าใครเกี่ยวข้องกับใคร หากแต่ต้องการทำให้ประชาชนเห็นภาพความสัมพันธ์ระหว่าง “รัฐบาล–พรรคการเมือง–กลไกในวุฒิสภา” ว่ามีความเชื่อมโยงกันมากน้อยแค่ไหน
นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่คดีฮั้ว สว.มีน้ำหนักมากกว่าตัวคดี เพราะไม่ว่าผลจะออกหน้าไหน ก็สามารถถูกนำไปขยายผลทางการเมืองได้ทั้งนั้น
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังมีโจทย์เฉพาะหน้าอย่างการผ่านงบประมาณปี 2570 ซึ่งแม้เสียงรัฐบาลในสภาจะยังแข็งแรงพอพาร่างงบฯ ผ่านด่านแรกมาได้ แต่หลังจากนี้สนามที่หนักกว่าคือ ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่ฝ่ายค้านหมายมั่นปั้นมือรออยู่
เพราะ “ฝ่ายค้าน” รู้ดีว่า หากคิดจะล้มรัฐบาลด้วยตัวเลขเสียงในสภา อาจไม่ใช่เรื่องง่าย สิ่งที่ทำได้จริงกว่า คือ ใช้เวทีอภิปรายเปิดแผลรัฐบาลให้เห็นชัดที่สุด แล้วเปลี่ยน “เสียงข้างมากของรัฐบาล” ให้กลายเป็น “ต้นทุนทางการเมือง”
เป้าหมายของศึกซักฟอกจึงอาจไม่ได้มีเพียงการ “โค่นรัฐบาลสีน้ำเงิน” แต่อาจรวมถึงการบีบให้รัฐบาลต้องปรับ ครม.หรือเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีบางคน หากฝ่ายค้านสามารถหยิบข้อมูลและหลักฐานมาทำให้เกิดแรงกดดันทางการเมืองได้มากพอ
โจทย์จึงอยู่ที่ว่า ข้อมูลของฝ่ายค้าน ทั้ง พรรคประชาชน และ พรรคประชาธิปัตย์ จะจับมือกันเปิดแผลรัฐบาลได้ลึกแค่ไหน และมีหมัดเด็ดมากพอจะทำให้รัฐบาลต้องกลับไปทบทวนเก้าอี้รัฐมนตรีบางตัวหรือไม่

หากฝ่ายค้านมีเพียงข้อมูลเดิม นำประเด็นเก่ามาเล่าใหม่ ไม่มี “หมัดน็อก” และไม่มีหลักฐานที่หนักแน่นพอจะทำให้สังคมเปลี่ยนจากความสงสัยไปสู่ความเชื่อ การอภิปรายไม่ไว้วางใจก็อาจกลายเป็นเวทีที่รัฐบาลตั้งการ์ดรับ แล้วปล่อยให้ฝ่ายค้านเดินหน้าชกจนหมดแรงไปเอง และนี่คือจุดที่ฝ่ายค้านต้องระวังเป็นพิเศษ
เพราะบาดแผลจาก MOA ระหว่างพรรคประชาชนกับภูมิใจไทย ส่งให้ “นายกฯหนู” ขึ้นนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี และเพิ่งครบรอบ 1 ปีเมื่อวันที่ 5 ก.ย. ยังคงถูกหยิบกลับมาทิ่มแทง เยาะเย้ย และถากถางทางการเมืองอยู่ตลอด
ขณะที่ “นายกฯหนู” เองก็ยังหยิบเรื่องนี้มาพูด ส่วนฝั่ง “พรรคส้ม” ก็พยายามย้ำว่า แม้จะลืม “วันที่” แต่ไม่ได้ลืม “บทเรียน” จากเหตุการณ์ดังกล่าว โดย “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ก็ส่งสัญญาณกลับว่า หากสามารถส่งขึ้นนายกฯได้ ก็สามารถสอยลงจากบัลลังก์นายกฯได้เช่นกัน

งานนี้ฝ่ายค้านจึงไม่ควรปล่อยให้ MOA กลายเป็น “บาดแผลที่ฝ่ายตรงข้ามเอามาขยี้ซ้ำ” หรือเป็นภาพจำว่าเคยแพ้เกมการเมืองแล้วจบอยู่ตรงนั้น หากต้องการล้างภาพเด็กน้อยอ่อนหัดทางการเมือง ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองในเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งใหม่ว่า ครั้งนี้มีทั้งข้อมูล มีหลักฐาน และมีหมัดหนักพอ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่เด็กเฮี้ยวเท่านั้น
แต่ถึงอย่างไรรัฐบาลเองก็ยังมีอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่ต้องลุ้น นั่นคือ ปมบาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งกลายเป็นประเด็นสะท้อนความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้งในชั้นความลับ ที่นัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 28 ก.ย.69 หลังศาลไต่สวนพยานแล้ว
ประเด็นนี้จึงยังเป็นอีกหนึ่งชนวนที่ฝ่ายค้านและฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ กกต.สามารถหยิบมาเล่นทางการเมืองได้ เพราะสุดท้ายคำถามไม่ได้อยู่แค่เรื่องเทคนิคบนบัตรเลือกตั้ง แต่อยู่ที่ว่า “การลงคะแนนของประชาชนยังเป็นความลับจริงหรือไม่” และกระบวนการเลือกตั้งที่ผ่านมาได้รับความเชื่อมั่นมากน้อยเพียงใด
หากผลวินิจฉัยออกมาในทางที่กระทบต่อความชอบธรรมของการเลือกตั้ง ก็ย่อมมีโอกาสทำให้กระดานการเมืองพลิกอีกครั้ง และนั่นหมายความว่า “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ยังไม่สามารถวางใจได้ แม้จะผ่านด่านงบประมาณมาอย่างสวยงามก็ตาม

เพราะฉะนั้น การอยู่รอดของรัฐบาลไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนมือที่ยกในห้องประชุมสภา หากยังต้องวัดกันที่ “นิติสงคราม” ซึ่งกำลังเดินคู่ขนานกับเกมในสภา
ผ่านด่านงบฯ แล้ว ก็ยังต้องลุ้นด่าน กกต.ผ่านด่าน กกต. ก็ยังมีคดีบัตรเลือกตั้งรออยู่ปลายเดือน ต่อจากนั้นคงต้องเข้าสู่ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ
สุดท้ายสิ่งที่ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ต้องรักษาไว้พร้อมกันให้ได้ ไม่ใช่เพียงเสียงข้างมากในสภา แต่คือ ความเชื่อมั่นของประชาชน ความเป็นปึกแผ่นของพรรคร่วม และภาพของ “รัฐบาลที่ยังควบคุมเกมอยู่”
เพราะในเกมการเมือง เสียง 338 เสียงอาจพาร่างงบประมาณผ่านสภาได้ แต่ไม่ได้แปลว่าจะพารัฐบาลผ่านทุกด่านที่กำลังตั้งเรียงรายอยู่ข้างหน้าได้หมด



