พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใย และทรงคำนึงถึงความอยู่ดีมีสุขของประชาชนเป็นสำคัญ และพระองค์ทรงมีพระราชปณิธานแน่วแน่ที่จะทำให้ ประเทศชาติ มั่นคง เป็นปึกแผ่น มีความรัก ความสามัคคีและประชาชน มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ด้วยมีพระราชปณิธานที่จะ สืบสาน รักษา ต่อยอด โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และแนวพระราชดำริต่างๆ ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้ประชาชน และพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดโครงการจิตอาสาขึ้นในครั้งแรกเมื่อวัน 21 มิ.ย.2560 ณ โรงเรียนสุโขทัย เขตดุสิต กทม. โดยมีพระราโชบาย ให้เริ่มทำจากจุดเล็กไปใหญ่ โดยเริ่มจากการดูแลรักษาบ้านและบริเวณรอบบ้านของตนเองให้สะอาดก่อน จึงเกิดโครงการจิตอาสา เราทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

“เราทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” คือ กิจกรรมจิตอาสาพระราชทาน ที่ผู้มาทำหน้าที่จิตอาสากว่า 4 ล้านคน ยึดเป็นแนวทางในการทำกิจกรรมด้านต่างๆ ซึ่งหากมีการแบ่งประเภทของจิตอาสาจะมี 3 ประเภท ดังนี้ 1.จิตอาสาพัฒนา 2.จิตอาสาภัยพิบัติ และ 3.จิตอาสาเฉพาะกิจ

สำหรับผู้ที่จะมาเป็นจิตอาสาได้นั้นจำเป็นต้องผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรจิตอาสาที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานไว้ด้วย โดยแบ่งหลักสูตรเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1.หลักสูตรทั่วไป ฝึกอบรม 7 วัน 2.หลักสูตรหลักประจำฝึกอบรม 6 สัปดาห์ 3.หลักสูตรพิเศษ ฝึกอบรม 3 เดือน และในการฝึกอบรมนั้น ทรงพระราชทาน เครื่องแบบจิตอาสา ประกอบด้วย เสื้อจิตอาสา, หมวกสีฟ้า, ผ้าพันคอสีเหลือง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ ของ จิตอาสา 904 ด้วย ซึ่งผู้รับการฝึกจะนำองค์ความรู้ที่ได้รับจากการฝึกอบรม ไปขยายผล ต่อยอด ปฏิบัติงานเป็นวิทยากรจิตอาสา ในการบรรยายความรู้ให้กับข้าราชการ ให้กับประชาชน ชุมชนต่างๆ

จังหวัดพะเยา เป็นพื้นที่หนึ่งในภาคเหนือ ที่มีกลุ่มจิตอาสา มาร่วมทำกิจกรรมด้านต่างๆ ช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่ โดย นายศักดิ์ฤทธิ์ สลักคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา กล่าวว่า การที่ทุกคนจะเป็นจิตอาสาได้นั้นส่วนใหญ่จะต้องมีการเอื้อเฟื้อ โอบอ้อมอารีด้วยกัน เห็นใจซึ่งกันและกัน จึงจะทำให้งานที่ออกมานั้นสมบูรณ์แบบได้ ทั้งนี้หลักการทำงานของจิตอาสานั้น จะขึ้นอยู่กับงานที่จะลงมือทำในแต่ละครั้งว่าจะมีความยากง่ายเพียงไร ชาวบ้านจะเข้ามามีส่วนร่วมหรือไม่เราจะไม่สามารถคาดเดาได้ แต่การมีน้ำใจของคนไทยทำให้การทำกิจกรรมจิตอาสาต่างๆ ประสบความสำเร็จได้

..รณชัย ไกลถิ่น นายทหารฝ่ายกิจการพลเรือน ของหน่วยทหาร ร.17 พัน 4 (ค่ายขุนจอมธรรม) อ.เชียงคำ กล่าวว่า กำลังทหารส่วนใหญ่ถือว่าเป็นทหารของพระราชาอยู่แล้ว แต่ด้วยพระองค์ได้ให้คนไทยทุกหมู่เหล่าได้เข้ามาเป็นจิตอาสาแล้วนั้น ส่วนของเจ้าหน้าที่ของทหารเองก็จะละเลยเสียไม่ได้ ทุกภารกิจที่ออกไปไม่ว่าจะในเรื่องของการร่วมทำกิจกรรมกับหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ การช่วยเหลือผู้ยากไร้ การสร้างฝายเก็บน้ำ การทำแนวกันไฟ หรือแม้กระทั่งการซ่อมบ้านเรือนที่มาจากเหตุวาตภัยนั้น ทหารไม่เคยที่จะทิ้งใครให้อยู่ข้างหลัง พร้อมทำงานให้สำเร็จตามที่ได้รับมอบหมาย

นายธวัช จรัสวรภัทร นายอำเภอเชียงคำ กล่าวเสริมว่า ทุกคนได้ทำภารกิจการช่วยเหลือชาวบ้านไปแล้วแต่ทุกคนก็ไม่อาจจะละเลยไปได้ ซึ่งต้องเฝ้าติดตาม เฝ้าลงพื้นที่ ด้วยเวลานี้ทางรัฐบาลก็ได้มีนโยบายการแก้จนเข้ามาเพิ่ม ทำให้ส่วนราชการต้องทำงานอย่างหนักขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น เวลาลงพื้นที่ก็มักได้เห็นรอยยิ้มของชาวบ้านที่เวลาลงพื้นที่แล้วเราถามสาระทุกข์สุกดิบ ได้เข้าใจถึงปัญหาในแต่ละครอบครัว ซึ่งตนได้ให้แนวคิดทุกครั้งหลายคนพบว่าสามารถทำได้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไม่สร้างหนี้ ไม่มีเรื่องเดือดร้อนเข้ามาให้ในครอบครัว ทำให้ทุกคนล้วนอยู่อย่างมีความสุข ซึ่งในทุกวันและวันต่อ ๆ ไป ตนเชื่อว่าความเป็นจิตอาสาจะเริ่มทำให้ทุกคนอยู่อย่างสันติ

เป็นเพียงบางส่วนที่สำคัญอย่างยิ่งในการร่วมกัน สืบสาน รักษา และต่อยอดในโครงการพระราชดำริต่างๆ ซึ่งเชื่อว่ามีประโยชน์ต่อประชาชนทุกหมู่เหล่าอย่างทั่วถึงแน่นอน.