สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงคาบูล ประเทศอัฟกานิสถาน เมื่อวันที่ 8 ส.ค.ว่ากลุ่มตาลีบันประกาศเมื่อวันอาทิตย์ ว่าสามารถยึดสำนักงานตำรวจ ที่ทำการผู้ว่าราชการ และเรือนจำกลางประจำจังหวัดคุนดุซ ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเอกคือเมืองคุนดุซ และเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอัฟกานิสถาน
The Taliban has captured the city of Kunduz, the third provincial capital the armed group has taken over in the last three days.
— Al Jazeera English (@AJEnglish) August 8, 2021
Read more ➡ https://t.co/BBhj8sbA2T pic.twitter.com/vm5OOpdw63
ขณะที่นายอัมรุดดิน วาลี หนึ่งในสมาชิกสภาจังหวัดคุนดุซ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สถานที่ราชการทุกแห่งในเมืองคุนดุซอยู่ภายใต้การยึดครองของกลุ่มตาลีบันแล้ว เหลือเพียงท่าอากาศยานและฐานทัพเท่านั้น ซึ่งเจ้าหน้าที่กองกำลังฝ่ายความมั่นคงยังคงสามารถต้านทานการบุกรุกของกลุ่มตาลีบันเอาไว้ได้
Video: Ongoing clashes between government forces and Taliban in Kunduz city. #Afghanistan pic.twitter.com/S8XKjN4jQt
— TOLOnews (@TOLOnews) August 8, 2021
Footage on social media shows some shops and a building have caught fire following clashes between security forces and Taliban in the city of Kunduz city this morning. #Afghanistan pic.twitter.com/yU2uOC1njd
— TOLOnews (@TOLOnews) August 8, 2021
ทั้งนี้ เมืองคุนดุซเคยตกเป็นของกลุ่มตาลีบันมาแล้ว 2 ครั้ง เมื่อปี 2558 และ 2559 ซึ่งเป็นช่วงที่กองทัพสหรัฐและพันธมิตรยังคงประจำการอย่างเต็มรูปแบบในอัฟกานิสถาน และปฏิบัติการสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลคาบูลสามารถขับไล่กลุ่มตาลีบันให้ถอยร่นออกไปได้สำเร็จ
ด้านแหล่งข่าวในรัฐบาลวอชิงตันและรัฐบาลคาบูลเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน สั่งให้กองทัพสหรัฐนำเครื่องบินโจมตีเอซี-130 กันชิป และเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์บี-52 ขึ้นบินลาดตระเวนเหนือเมืองใหญ่หลายแห่ในอัฟกานิสถาน และปฏิบัติการโจมตีอย่างจำเพาะเจาะจงต่อเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มตาลีบัน เพื่อคุ้มครองพลเรือน และสนับสนุนการต่อสู้ภาคพื้นดินของกองทัพอัฟกานิสถานด้วย
อย่างไรก็ตาม การสูญเสียเมืองคุนดุซเกิดขึ้นหลังยังไม่ถึง 72 ชั่วโมงก่อนหน้านั้น กลุ่มตาลีบันยึดเมืองเอกของจังหวัดนิมรอซ ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ติดกับอิหร่าน และจังหวัดจอซจัน ซึ่งอยู่ทางเหนือติดกับเติร์กเมนิสถาน.
เครดิตภาพ : REUTERS



