สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย เมื่อวันที่ 13 ก.ย. ว่า นายกรัฐมนตรีนิโคล ปาชินเนียน ผู้นำอาร์เมเนีย กล่าวเมื่อวันอังคาร ว่ากองทัพของประเทศสูญเสียทหารอย่างน้อย 49 นาย ระหว่างการปะทะข้ามพรมแดนกับกองทัพอาเซอร์ไบจาน เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา


ขณะที่กระทรวงกลาโหมของอาร์เมเนียออกแถลงการณ์ ให้รายละเอียดเพิ่มเติม ว่ากองทัพอาเซอร์ไบจานเป็นฝ่ายยิงปืนใหญ่ข้ามพรมแดนมาก่อน แล้วยังส่งอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรนปฏิบัติการโจมตีข้ามพรมแดนด้วย ด้านกองทัพอาร์เมเนียปฏิบัติการตอบโต้ “ตามความเหมาะสม”


ต่อมา กระทรวงกลาโหมของอาเซอร์ไบจานออกแถลงการณ์ตอบโต้ทันควัน ว่าทหารของอาร์เมเนียเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน แต่ยังไม่ระบุอย่างชัดเจน เกี่ยวกับความสูญเสียของฝ่ายตัวเอง ด้านสื่อท้องถิ่นหลายแห่งของทั้งสองประเทศรายงานไปในทางเดียวกัน ว่าเดิมทีมีการเจรจาหยุดยิงแล้ว แต่ข้อตกลงทั้งหมดกลับล้มเหลวภายในอีกไม่กี่นาทีต่อมา


อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหมของอาร์เมเนียรายงานเพิ่มเติม ว่าได้มีการหารือทางโทรศัพท์กับ พล.อ.เซอร์เก ชอยกู รมว.กลาโหมรัสเซีย และเห็นพ้อง “การรักษาเสถียรภาพตามแนวพรมแดน” ด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ “แสดงความวิตกกังวล” ส่วนตุรกีเรียกร้องโดยตรงไปยังอาร์เมเนีย “ให้ยุติการยั่วยุ”


สถานการณ์สู้รบครั้งนี้ถือว่า “รุนแรงที่สุด” นับตั้งแต่รัสเซียเป็นคนกลางเจรจาหย่าศึกระหว่างอาร์เมเนียกับอาเซอร์ไบจาน เมื่อปี 2563 เพื่อยุติการสู้รบในเขตนากอร์โน-คาราบัค พื้นที่พิพาทระหว่างอาร์เมเนียกับอาเซอร์ไบจาน ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเทือกเขาคอเคซัส โดยกองทัพรัสเซียส่งทหารรักษาสันติภาพ 1,960 นาย ไปประจำการอยู่ในเขตนากอร์โน-คาราบัค “อย่างน้อย 5 ปี”


อนึ่ง เขตนากอร์โน-คาราบัค เป็นพื้นที่พิพาทระหว่างอาร์เมเนียกับอาเซอร์ไบจาน ตั้งแต่ทั้งสองประเทศยังเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต โดยสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ยืนยันว่าเขตนากอร์โน-คาราบัค เป็นส่วนหนึ่งของอาเซอร์ไบจาน แต่ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่มีเชื้อสายอาร์เมเนีย


แม้เขตนากอร์โน-คาราบัค ไม่มีทางออกสู่ทะเลโดยตรง และมีทรัพยากรพลังงานไม่มากนัก แต่นอกเหนือจาก “ความละเอียดอ่อน” ตั้งแต่ประวัติศาสตร์สมัยจักรวรรดิเปอร์เซีย พื้นที่แห่งนี้มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในฐานะหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติในเขตตอนใต้ของเทือกเขาคอเคซัส.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES