ก่อนหน้าที่จะเกิดสถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาด คนจีนรุ่นใหม่มักมีค่านิยมในการใช้ชีวิตและตั้งเป้าหมายทางสังคมที่เน้นการบริโภค เช่น การซื้อรถใหม่ คอนโดฯ ใหม่ นิยมซื้อของแบรนด์เนมจากต่างประเทศ รับประทานอาหารนอกบ้านช่วงสุดสัปดาห์ และไปเที่ยวต่างแดนในวันหยุด
แต่ปัจจุบัน หนุ่มสาวชาวจีนจำนวนมากเริ่มลดการบริโภคต่าง ๆ ลง เพื่อเก็บเงินไว้ ในขณะที่เศรษฐกิจในจีนเริ่มถดถอย คนหนุ่มสาวตกงานเพิ่มขึ้น ตลาดอสังหาริมทรัพย์เริ่มขยายตัวได้น้อยลง
แนวคิดเกี่ยวกับวิถีชีวิตแบบใหม่ที่เน้นความประหยัดกำลังแพร่หลายในหมู่คนหนุ่มสาวชาวจีน ด้วยอิทธิพลของบรรดาอินฟลูเอนเซอร์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ของจีน ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่ส่งผลลบต่อเศรษฐกิจในตลาดที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลก ซึ่งใกล้จะประสบภาวะตลาดหดตัวในไตรมาสที่ 2 เต็มที เนื่องจากมูลค่า GDP ของจีนมากกว่าครึ่งมาจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคในจีน
เบนจามิน คาเวนเดอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการแห่งบริษัท China Market Research Group (CMR) ให้สัมภาษณ์ว่า ทางบริษัทได้รวบรวมและร่างรูปแบบของพฤติกรรมผู้บริโภคมาเป็นเวลา 16 ปีแล้ว และแนวคิดนี้เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดในกลุ่มผู้บริโภคหนุ่มสาว
นโยบาย ‘Zero-COVID’ ของจีนส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงการไล่ล่าตรวจสอบการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของประเทศ ได้ส่งผลกระทบ ทำให้มีการจ้างงานคนหนุ่มสาวลดลง ประมาณได้ว่าตอนนี้ระดับคนว่างงานในกลุ่มคนจีนอายุระหว่าง 16-24 ปี อยู่ที่ 19% ของประชากรทั้งหมดในช่วงอายุดังกล่าว
ตามข้อมูลจากทางการจีนในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา คนทำงานหนุ่มสาวจำนวนมากโดนบีบให้ลดเงินเดือนหรือค่าจ้าง โดยเฉพาะในพนักงานในกลุ่มบริษัทค้าปลีกและอี-คอมเมิร์ซ ฐานะเงินเดือนในเมืองใหญ่ทั่วประเทศ 38 เมืองลดลง 1% ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้
เหล่านี้คือสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อคนรุ่นหนุ่มสาวของจีน ให้เน้นเรื่องการประหยัดเงินมากกว่าจะใช้จ่ายอย่างเต็มที่เหมือนเมื่อก่อน
ในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ยอดขายในวงการค้าปลีกของจีนเพิ่มขึ้นเพียง 2.7% เมื่อเทียบกับตัวเลขของปีที่แล้วในช่วงเวลาเดียวกัน จากนั้นจึงเพิ่มขึ้นเป็น 5.4% ในเดือน ส.ค. แต่ก็ยังนับว่าต่ำกว่าระดับ 7% ขึ้นไป ในช่วงปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่จะเกิดโรคโควิด-19 ระบาด
ตามการสำรวจช่วงไตรมาสที่เพิ่งผ่านไปโดยธนาคารประชาชนของจีน (People’s Bank of China) พบว่า ประชาชนเกือบ 60% มีแนวโน้มที่จะเก็บออมเงินมากขึ้น แทนที่จะนำมาใช้จ่ายหรือลงทุน โดยตัวเลขของหัวข้อนี้เมื่อ 3 ปีที่แล้วคือ 45%
ในภาพรวมแล้ว ชาวจีนฝากเงินเพิ่มขึ้นถึง 10.8 ล้านล้านหยวน (ราว 56.9 ล้านล้านบาท) ภายในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ เพิ่มจากจำนวน 6.4 ล้านล้านหยวน (ราว 33.7 ล้านล้านบาท) ในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว
เงินฝากจำนวนมากขนาดนี้ กำลังจะกลายเป็นปัญหาสำหรับรัฐบาลในการวางแผนบริหารเศรษฐกิจของจีน ซึ่งตามปกติแล้วมักอาศัยมูลค่าการบริโภคในประเทศที่พุ่งสูงเพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ
รัฐบาลจีนพยายามแก้ไขด้วยการลดดอกเบี้ยเงินฝากของปีนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ธนาคารใหญ่หลายแห่งที่รัฐบาลเป็นเจ้าของก็ลดยอดเงินฝากส่วนบุคคลตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย. เป็นต้นไป เพื่อทำให้คนเลิกสนใจการเก็บออมและนำเงินไปใช้จ่ายหรือลงทุนมากขึ้น ขณะเดียวกันทางธนาคารประชาชนของจีนก็ยังยืนยันเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมาว่า เมื่อสถานการณ์โรคระบาดคลี่คลายลง มูลค่าของการบริโภคและการลงทุนก็จะกลับมาสูงและมั่นคงเหมือนเดิม
กระนั้น ความเคลื่อนไหวในหมู่ประชาชนกลับยังคงเน้นแนวทางของการประหยัด มีการแบ่งปันเคล็ดลับการประหยัดต่าง ๆ บนแพลตฟอร์มโซเชียล มีเดียของจีน และนำเสนอแนวทางการใช้ชีวิตในราคาประหยัดกลางเมืองใหญ่ในกลุ่มชาวเน็ตจีน และกระแสการกลับไปใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศแทนการซื้อหาสินค้าแบรนด์เนมจากต่างประเทศ
มีรายงานว่า แบรนด์สินค้าราคาแพง เช่น กลุ่มสินค้า LVMH และแฟรนไชส์กาแฟดังอย่าง Starbucks มียอดขายในจีนที่ลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงไตรมาสล่าสุด
ขณะที่รัฐบาลจีนเองก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะยกเลิกนโยบาย Zero-COVID ในเร็ว ๆ นี้ ชาวจีนในตอนนี้จึงพากันใส่ใจเรื่องการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง เพราะไม่มั่นใจว่าจะสามารถหารายได้ได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต
เครดิตภาพ : REUTERS



