สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 23 ก.ย. ว่า สื่อท้องถิ่นหลายแห่งของเกาหลีใต้เผยแพร่คลิป เป็นช่วงเวลาที่ประธานาธิบดียุน ซอก-ยอล ผู้นำเกาหลีใต้ เสร็จสิ้นการสนทนาช่วงสั้น ๆ กับประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ ระหว่างการประชุมกองทุนโลกสำหรับโครงการยุติปัญหาเอดส์และหยุดยั้งวัณโรค เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ( ยูเอ็นจีเอ ) ที่นครนิวยอร์ก


ทั้งนี้ ยุนหันไปกล่าวกับนายปาร์ค จิน รมว.การต่างประเทศของเกาหลีใต้ ว่า คงเป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้าสำหรับไบเดน หากการอนุมัติงบประมาณเพื่อเข้าสู่กองทุนดังกล่าว ไม่ได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกสภาคองเกรส อย่างไรก็ตาม การที่ผู้นำเกาหลีใต้ใช้ “คำไม่สุภาพ” เรียกแทนสมาชิกสภาคองเกรส กลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็วในประเทศ โดยคลิปหนึ่งมีผู้เข้าชมมากกว่า 5 ล้านครั้ง ภายในวันเดียว และเป็นที่ถกเถียงอย่างหนักในสังคมเกาหลีใต้

MBCNEWS


ขณะที่ฝ่ายค้านของเกาหลีใต้วิจารณ์ยุนอย่างหนักว่า “ดูหมิ่น” ไบเดน จากรายงานที่ออกมาในตอนแรกว่า ยุนพูดว่า ไบเดนจะเป็นฝ่ายอับอาย หากสภาคองเกรสปฏิเสธอนุมัติงบประมาณเข้าโครงการนี้ ด้าน นางคิม อึน-เฮ โฆษกรัฐบาลเกาหลีใต้ ชี้แจงว่า ยุนหมายถึงสภานิติบัญญัติของเกาหลีใต้ อย่างไรก็ตาม สมาชิกหลายคนของพรรครัฐบาลของเกาหลีใต้กล่าวว่า “เป็นเรื่องน่าเสียใจ” ที่ผู้นำพูดจาแบบนี้


นอกจากนี้ ฝ่ายค้านของเกาหลีใต้ยังคงเดินหน้าวิพากษ์ประธานาธิบดี “สร้างหายนะทางการทูต” ด้วยการไม่ไปสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ณ พระราชวังเวสต์มินสเตอร์ ในกรุงลอนดอน ก่อนเข้าร่วมพระราชพิธีพระบรมศพ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ด้านทีมงานของยุนโต้แย้งว่า เป็นเพราะปัญหาการจราจร


แม้ผู้นำเกาหลีใต้ได้มีโอกาสพบหารือกับนายกรัฐมนตรีฟุมิโอะ คิชิดะ ผู้นำญี่ปุ่น นอกรอบการประชุมยูเอ็นจีเอ แต่สื่อของญี่ปุ่นรายงานว่า เดิมที คิชิดะ พิจารณา “ยกเลิก” กำหนดการนี้ ต่อมาทีมงานของผู้นำเกาหลีใต้ชี้แจงว่า เป็นเรื่องของเวลาที่ทับซ้อนกัน


สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยิ่งสร้างความยากลำบากให้แก่ผู้นำเกาหลีใต้ ซึ่งต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากฝ่ายค้านซึ่งครองเสียงข้างมากในสภา เพื่อผ่านกฎหมายและรับรองมติหลายเรื่อง ส่วนผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนโดย “แกลลัป โคเรีย” เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ ปรากฏว่า คะแนนนิยมของยุน ซึ่งรับตำแหน่งเมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา อยู่ที่เพียง 28% ลดลงอีกจากสัปดาห์ที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 33%.

เครดิตภาพ : REUTERS