เมื่อวันที่ 26 ต.ค. พล.ต.ท.นันทเดช ย้อยนวล ผบช.ภ.9 พล.ต.ต.เชาวลิต เลี้ยงสุพงศ์ ผบก.ภ.จว.ตรัง พ.ต.ท.อนุสรณ์ ทองไสย รอง ผกก.กก.สส.ภ.จว.ตรัง พ.ต.ต.ขวัญเจริญ ไกรทอง สว.กก.สส.ภ.จว.ตรัง พ.ต.ต.วสันต์ บรรลือพืช สว.สส.สภ.เมืองตรัง พ.ต.ต.สวรรยา เอียดตรง สว.กก.6 บก.ป. และ บก.สส.ภ.9 ได้ร่วมกันรับมอบตัว จ.ส.ต.ชุติพนธ์ หรือจ่าเบิร์ด นาคแก้ว ผบ.หมู่ (ป) สภ.บ้านหนองเอื้อง ปฏิบัติหน้าที่ชุดศรีตรัง ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดตรังที่ จ.375/2565 ลง 25ต.ค. 2565 ในความผิดฐาน “ฆ่าผู้อื่น พยายามฆ่าผู้อื่น ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน พาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์และไม่มีเหตุอันสมควร” ที่บ้านพักตำรวจภูธรจังหวัดตรัง ภายในตำรวจภูธรจังหวัดตรัง หมู่ 12 ต.โคกหล่อ อ.เมือง จ.ตรัง เมื่อช่วงเวลา 06.30 น. ที่ผ่านมา

พล.ต.ท.นันทเดช กล่าวว่า สำหรับพฤติการณ์ตามวันเวลาเกิดเหตุ จ.ส.ต.ชุติพนธ์ หรือจ่าเบิร์ด นาคแก้ว ได้ใช้อาวุธปืนพกสั้น ขนาด 9 มม. ยี่ห้อกล็อก 19 หมายเลขทะเบียน RTP 23380 ตราโล่ (อาวุธปืนของทางราชการ) ยิงเข้าใส่ นายจิตรกร คงจันทร์ นายเอกพจน์ เพชรรัตน์ นายพิสิษฐ อภิวันทร์ภักดี เป็นเหตุให้นายจิตรกร ถึงแก่ความตาย ส่วนนายเอกพจน์ และนายพิสิษฐ ได้รับบาดเจ็บ หลังเกิดเหตุ จ.ส.ต.ชุติพนธ์ ได้หลบหนีโดยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะ ส่วนอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุถูกการ์ดของทางร้านตรวจยึดไว้ได้ โดย จ.ส.ต.ชุติพนธ์ ได้หลบหนีกลับมาที่บ้านพักของตำรวจภูธรจังหวัดตรัง พร้อมกับนำอาวุธปืน M 4 และเสื้อเกราะ อ้างว่าเพื่อป้องกันตัวหวั่นความปลอดภัยจะถูกญาติของผู้เสียชีวิตตามมาทำอันตราย ก่อนหายตัวหลบหนีไปอยู่ภายในป่าใกล้ๆ ห่างจากบ้านพักไปประมาณ 1.5 กม. เป็นเวลา 1 วัน 1 คืน

หลังจากนั้นในวันที่ 25 ต.ค. ช่วงดึก จ.ส.ต.ชุติพนธ์ ได้เดินทางกลับมาที่บ้านพักตำรวจภูธรจังหวัดตรัง เพื่อพบมารดา ต่อมามารดาได้ประสานกับญาติที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 8 เพื่อให้ประสานไปยัง พ.ต.ต.ขวัญเจริญ ไกรทอง สว.กก.สส.ภ.จว.ตรัง ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของ จ.ส.ต.ชุติพนธ์ ขอเข้ามอบตัว โดยนัดหมายมอบตัวกันที่บ้านพักของตำรวจภูธรจังหวัดตรัง ในวันที่ 26 ต.ค. เวลาช่วงเช้า สอบถามรับว่า ได้ก่อเหตุจริง และนำตรวจยึดอาวุธปืนยาว M 4 และกระสุนปืน พร้อมเสื้อเกราะของทางราชการที่ตนซุกซ่อนไว้บริเวณหลังบ้านพักก่อนที่จะหลบหนีไปที่บ้านร้าง
ด่วน! จับแล้ว ‘จ่าเบิร์ด หน่วยสวาท’ คุมเค้นสอบปมลั่นไกดับคนสนิทนักการเมือง
จากการสอบถามผู้ต้องหาเบื้องต้นให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และสำนึกผิดกับเหตุการณ์ที่กระทำลงไป ยอมจำนนต่อหลักฐานและไม่ขอต่อสู้ใดๆ ในทางคดี ส่วนสาเหตุผู้ต้องหาให้การว่า ได้ออกไปสูบบุหรี่ข้างนอกก่อนจะเดินเข้ากลับมา และได้ไปเตะโดนโต๊ะของผู้ตาย จนทำให้มีปากเสียงทะเลาะวิวาทกัน และมีการผลักตัวกันจนทำให้เกิดบันดาลโทสะ ใช้ปืนที่พกติดตัวก่อเหตุดังกล่าว

ซึ่งในประเด็นที่ว่าผู้ต้องหาอ้างว่า พกอาวุธปืนเข้าไปภายในร้านเพื่อปฏิบัติหน้าที่ติดตามตัวคนร้ายยาเสพติดนั้น ขณะนี้ยังคงไม่ลงลึกไปถึงขนาดนั้น แต่ทุกอย่างอยู่ในสำนวนคดีหมดแล้ว ขณะนี้ตนยังไม่ได้ดูกล้องวงจรปิดภายในร้านแต่อย่างใด แต่ก็ต้องเอาประกอบในสำนวนอยู่แล้ว และคดีนี้ให้เชื่อมั่นว่าทำอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีมวยล้มต้มคนดูแน่นอน ส่วนเพื่อนตำรวจอีกนายที่ไปด้วย ได้นำตัวไว้เป็นพยาน เนื่องจากไม่ได้ร่วมในการก่อเหตุ หรือหลบหนี เพราะหลังจากก่อเหตุแล้ว อยู่ในช่วงชุลมุน ต่างคนต่างวิ่งหนีเพราะมารถยนต์คนละคันกัน ส่วนเรื่องการช่วยเหลือผู้เสียชีวิต ก็จะทำไปตามธรรมเนียมปฏิบัติ

ในเรื่องนี้ทางตำรวจเสียใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากตำรวจต้องดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน แต่มาเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ หลังจากนี้หากมีการก่อเหตุใช้อาวุธปืนภายในร้านอาหาร ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบนอกจากตัวผู้ก่อเหตุคือ “ผกก.” เจ้าของพื้นที่ โดยจะดำเนินการทางวินัยและตั้งคณะกรรมการสอบสวนเน้นมาตรการจะต้องเข้มข้นมากกว่าเดิม ในการปฏิบัติในการใช้อาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางบรรดาญาติของผู้เสียชีวิต ได้เดินทางมาที่กองบังคับการตำรวจภูธร จ.ตรัง กว่า 50 ชีวิต เพื่อมาเฝ้าดูและขอพบทาง ผบช.ภ.9 ด้วย ก่อนที่ทางเจ้าหน้าที่ให้ตัวแทนญาติของผู้เสียชีวิตเดินทางเข้าไปพบและพูดคุย โดยงดให้สื่อเข้าบันทึกภาพหรือสังเกตการณ์ ขณะที่ตัวของ “จ่าเบิร์ด” ได้ถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องชั้น 2 โดยกันไม่ให้ผู้สื่อข่าวเข้าใกล้หรือบันทึกภาพ โดยมีตำรวจชุดปฏิบัติการพิเศษศรีตรัง (S.W.A.T) พร้อมอาวุธเฝ้าปิดกั้นหน้าห้องและทางเดินกว่า 10 นาย ทั้งนี้ ในระหว่างที่มีการนำตัว “จ่าเบิร์ด” เดินทางมาจาก กก.สส.ภ.จว.ตรัง ตำรวจได้นำตัวหลบหนีผู้สื่อข่าว ไม่ให้บันทึกภาพอีกด้วย.



