เมื่อวันที่ 25 พ.ย. ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตนได้ประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง การจัดทำแผนยกระดับความสามารถทางการแข่งขันทางการศึกษาไทยในเวทีโลก ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมาสภาวการณ์การศึกษาทั่วโลก ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้เกิดภาวะถดถอยทางการเรียนนรู้ (Learning Loss) สัมพันธ์กับความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษาที่มีอันดับลดลง จึงทำให้เกิดการวิเคราะห์สภาวการณ์การศึกษาของไทยทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เพื่อคาดการแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดย สกศ.ได้จัดทำรายงานสภาวการณ์ทางการศึกษาอย่างต่อเนื่องในทุกระดับ ทั้งในระดับนานาชาติ ระดับชาติ และระดับพื้นที่
.
“สอดคล้องตัวชี้วัดการขับเคลื่อนการศึกษาของไทย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้กำหนดตัวชี้วัดสำคัญให้มีการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยจัดทำแผนยกระดับความสามารถทางการแข่งขันทางการศึกษาไทยในเวทีโลก เน้นการพัฒนาผลการประเมินใน 3 ดัชนีหลัก คือ 1.ผลการทดสอบ PISA 2.ผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดย World Competitiveness Center ของ International Institute for Management Development หรือสถาบัน IMD สวิตเซอร์แลนด์ และ 3.ผลการจัดอันดับโดย World Economic Forum (WEF) ทั้งนี้ สกศ. เตรียมขับเคลื่อนการสร้างแผนการศึกษาระดับจังหวัด เพื่อให้การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับให้เหมาะสมกับบริบทที่แตกต่างกัน” ดร.สุเทพ กล่าวและว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้แบ่งกลุ่ม Workshop เสนอข้อคิดเห็นตัวชี้วัด 2 ด้าน ได้แก่ การจัดการศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (Academic Indicators) และ การผลิตและพัฒนากำลังคนและแรงงาน (Workforce Indicators) โดย สกศ. จะรวบรวมเป็นแนวทางการจัดทำแผนการยกระดับความสามารถทางการแข่งขันด้านการศึกษาของไทย และใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนและกำหนดนโยบายการศึกษาของประเทศต่อไป

ทั้งนี้การบรรยายพิเศษ เรื่อง ผลการจัดอันดับ PISA โดยรองศาสตราจารย์ ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระบุว่าในปี 2018 ผลการจัดอันดับสะท้อนสมรรถนะของผู้เรียนด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น แต่ผลการประเมินด้านการอ่านมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง และในปี 2022 ได้มีการประเมินวัดความสามารถทางด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยผลการจัดอันดับจะทราบในเดือนธันวาคม ในปี 2023 ซึ่งผลการจัดอันดับจะช่วยให้หน่วยงานด้านการศึกษาวิเคราะห์สมรรถนะผู้เรียนทั้งประเทศ เพื่อปรับการเรียนการสอนเน้นเติมจุดอ่อน เสริมจุดแข็งให้สมรรถนะด้านการศึกษาของไทยดีขึ้น.
.

.