เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ที่กระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข แถลงข่าวมอบของขวัญปีใหม่ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) “2556 ปีแห่งสุขภาพผู้สูงวัย” ว่า กระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้เป็นปีแห่งสุขภาพผู้สูงวัยไทย เน้นภารกิจดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทยทุกคน เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่เป็นภาระลูกหลาน สามารถดูแล ช่วยเหลือตัวเองได้ให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ สธ. จึงดำเนินการดังนี้ 1.ให้อสม.และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทุกระดับ คัดกรองสุขภาพผู้สูงอายุ ครอบคลุม 10 ล้านคน 2.ให้ รพ.ทุกระดับของ สธ.มีคลินิกผู้สูงอายุ 3.สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ โดยตั้งเป้าว่าจะทำแว่นตาสำหรับผู้สูงอายุ 5 แสนราย ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ แผ่นรองซับและแผ่นเสริมซึมซับการขับถ่ายสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะติดเตียง หรือกลั้นปัสสาวะ อุจจาระไม่ได้ 5 ล้านชิ้น และฟันเทียมพระราชทาน 3.6 หมื่นราย

“เราต้องทำให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพมีชีวิตที่ยืนยาวได้ ไม่ใช่การอยู่ได้เพราะยาหรืออยู่ได้เพราะวิทยาการทางการแพทย์ที่ทันสมัย อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงยามจำเป็น ผู้สูงอายุเหล่านั้นยังมีกระทรวงสาธารณสุขที่จะคอยดูแลเอาใจใส่ต่อสุขภาพของท่าน ผมเชื่อความสามารถบุคลากร สธ.ในการดูแล”

นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า จากรายงานผู้สูงอายุไทยปี 64 ประเทศไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวน 12.5 ล้านคน คิดเป็น 19% ของประชากรทั้งประเทศ มีการคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนประชากรผู้สูงอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเรายังนับผู้สูงอายุที่อายุ 60 ปีอยู่ แต่ถ้าเราสามารถทำให้คน 60 ปี ขึ้นไป หรือ 60-70 ปี ถึงเรียกเป็นผู้สูงอายุได้ เราจะสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ผู้สูงอายุที่เป็นจะเป็นปัญหาต่อระบบต่างๆ ของประเทศได้มาก เพราะเชื่อว่าปัจจุบันคนอายุ 60 ปี 70 ปี ยังมีความสามารถ ยังแข็งแรง มีความพร้อมที่จะดำรงชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพให้เกิดผลผลิตได้อยู่ นี่เป็นย่างก้าวต่อไป ต้องเป็นวาระแห่งชาติ ต้องหารือหน่วยงานอื่นๆ ด้วยคงไม่ใช่เรื่องของ สธ.อย่างเดียว สธ.ทำได้คือวางแผนให้คน 60 ปี เป็นสูงวัย แต่ใจวัยรุ่น

ทางด้าน นพ.โอภาส การกวินพงษ์ ปลัด สธ. กล่าวว่า สำหรับแผนการมอบของขวัญให้แก่ผู้สูงอายุให้ครอบคลุมและทั่วถึงดังนี้ 1.ให้กรมกรมอนามัย และกรมสุขภาพจิต พัฒนาแบบคัดกรองผู้สูงอายุ โดยแบบใช้แบบคัดกรองความถดถอย 9 ด้าน คือ การเคลื่อนไหวร่างกาย, ภาวะโภชนาการ, การมองเห็น. การได้ยิน, การกลั้นปัสสาวะ, ภาวะซึมเศร้า, ภาวะสมองเสื่อม, การปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน และสุขภาพในช่องปาก 2.ให้ อสม.ร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใน รพ.สต. คัดกรองภาวะถดถอยของผู้สูงอายุด้วย Application “Blue book” เพื่อถ่ายโอนข้อมูลเข้าสู่ระบบ รพ. 3.ให้ รพ.ทุกแห่งพัฒนาคลินิกผู้สูงอายุรองรับการส่งต่อ การคัดกรองความเสี่ยง และ 4.สปสช.สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์และงบประมาณที่จำเป็นสำหรับการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ โดยมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทุกระดับประเมินความต้อง และจัดหาวัสดุอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับสุขภาพผู้สูงอายุแต่ละราย ทั้งนี้จะมีการติดตามอย่างใกล้ชิด

ขณะที่ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารีย์ เลขาฯ สปสช. กล่าวว่า การสนับสนุนแว่นสายตา 5 แสนชิ้น จะใช้งบกองทุนสุขภาพระดับท้องถิ่น ส่วนผ้าอ้อม แผ่นรองซับ และแผ่นเสริมซึมซับการขับถ่าย จะใช้กลไกกองทุนสุขภาพตำบล หรือกองทุนฟื้นฟูระดับจังหวัดเข้าไปเสริม ทั้งนี้ หากท่านใดมีผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียงให้ติดต่อหน่วยบริการกระทรวงสาธารณสุข เพราะจะมีกลไกการไปดูแลอื่น ๆ เพิ่มเติม รวมถึงการลงไปดูแลสภาพบ้านเรือนว่ามีความพร้อมในการดูแลด้วย ส่วนของฟันเทียมและรากฟันเทียมนั้น จะเพิ่มเติมบริการรากฟันเทียมอีก 3,500 ราย จากเป้าหมาย 36,000 ราย ยืนยันว่า กองทุนบัตรทองจะสนับสนุนกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค ทั้งวัคซีน การคัดกรองโรค ซึ่งจะเพิ่มการคัดกรองไขมันในเส้นเลือด คัดกรองภาวะซึมเศร้า มะเร็งลำไส้ หรือส่วนอื่นๆ เป็นต้น.