สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 21 ส.ค.ว่ากระทรวงสาธารณสุขของอินเดียออกแถลงการณ์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เรื่องการขึ้นทะเบียนเป็นการฉุกเฉิน ให้กับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ชื่อ "ไซคอฟ-ดี" ( ZyCoV-D ) ถือเป็นวัคซีนต้านเชื้อไวรัสโคโรนาที่พัฒนาโดยใช้พลาสมิด ดีเอ็นเอ ( Plasmid DNA ) ตัวแรกของโลก
India is fighting COVID-19 with full vigour. The approval for world’s first DNA based ‘ZyCov-D’ vaccine of @ZydusUniverse is a testimony to the innovative zeal of India’s scientists. A momentous feat indeed. https://t.co/kD3t7c3Waz
— Narendra Modi (@narendramodi) August 20, 2021
ทั้งนี้ วัคซีนไซคอฟ-ดี เป็นแบบฉีด 3 เข็ม มีหลักการทำงานคือ เป็นการใช้สารพันธุกรรมอย่างจำเพาะเจาะจงจากเชื้อไวรัสโคโรนา ไปกระตุ้นให้ดีเอ็นเอ หรืออาร์เอ็นเอในร่างกายมนุษย์สังเคราะห์รหัสคำสั่ง ให้ร่างกายผลิตโปรตีนส่วนที่เป็นปุ่มหนามของเชื้อไวรัส และโปรตีนส่วนนี้จะเป็นตัวกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ร่างกายรู้จักเชื้อโรค และสร้างภูมิคุ้มกันใหักับตัวเองจากโรคโควิด-19
Zydus receives EUA from DCGI for ZyCoV-D, the only needle-free COVID vaccine in the world. #Zydus #vaccine #zycovd #atmanirbharbharat #worldsfirstdnavaccine #dnavaccine #covid pic.twitter.com/UmYUpPymx0
— Zydus Cadila (@ZydusUniverse) August 20, 2021
นอกจากเป็นวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 จากพลาสมิด ดีเอ็นเอ ตัวแรกของโลกแล้ว วัคซีนไซคอฟ-ดี ยังเป็นวัคซีน "ไร้เข็ม" ตัวแรกของโลก โดยเข้าสู่ร่างกายผ่านเครื่องมือเฉพาะ เพื่อส่งวัคซีนให้ซึมเข้าทางผิวหนังด้วยความเร็วสูง ซึ่งจะช่วยลดความวิตกกังวลให้กับผู้ที่มีความกลัวต่อเข็มฉีดยาได้ และเป็นวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่อินเดียพัฒนาเองเป็นรายการที่สอง ซึ่งผ่านการยอมรับจากรัฐบาลนิวเดลี ต่อจากวัคซีน "โควาซิน" ( Covaxin ) ซึ่งเป็นวัคซีนเชื้อตาย ผลิตโดยบริษัทภารัต ไบโอเทค
Zydus Vaccine approved!
— IndiaToday (@IndiaToday) August 20, 2021
ZyCoV-D is India’s first needle-free vaccine.
Watch LIVE | #COVID19 #COVID19vaccine #Newstrack | @RahulKanwal, @SnehaMordani, @Milan_reports pic.twitter.com/FujK8ZUe8A
ขณะที่บริษัทไซดัส คาดิลลา ซึ่งเป็นผู้พัฒนาวัคซีนไซคอฟ-ดี ให้ข้อมูลว่า ยื่นเรื่องขอรับการพิจารณาจากรัฐบาลอินเดีย เมื่อวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา พร้อมข้อมูลสำคัญคือ ประสิทธิผลในการป้องกันการติดเชื้อ อยู่ที่ 66.6% จากการทดสอบทางคลินิกระยะที่สาม กับกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 28,000 คนทั่วประเทศ ในจำนวนดังกล่าวประมาณ 1,000 คน มีอายุ 12-18 ปี ส่วนการเก็บรักษาให้อยู่ในอุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส.
เครดิตภาพ : AP

















