ป็นไปตามคาดหมายสำหรับการ “โบกมือลา” ถอนธุรกิจออกจากประเทศไทยของ “เจดีเซ็นทรัล”  เมื่อมีการประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังจากการดำเนินธุรกิจช่วง 1 ปี ก่อนหน้าแถบจะไม่มี ข่าวเคลื่อนไหว ส่งโปรโมชั่นทำตลาดสู้กับทาง “ลาซาด้า” และ “ช้อปปี้” สองยักษ์คู่แข่งในตลาดไทยให้เห็น !!

ตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยจะเกิดการเปลี่ยนไปหรือทิศทางเป็นอย่างไรต่อจากนี้?

วันนี้มีคำตอบจาก “กูรู” ด้านอีคอมเมิร์ซของเมืองไทย คือ  “ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา” ที่ปรึกษา และนายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (สมาคมอีคอมเมิร์ซไทย) และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไพร์ซซ่า จำกัด บอกว่า เหตุผลหลักๆที่ “เจดีเซ็นทรัล” ไปต่อไม่ไหว คือ  เจดีดอทคอม ได้มาร่วมธุรกิจ หรือจอยเวนเจอร์ทำธุรกิจ อี-คอมเมิร์ซในภูมิภาคนี้ อยู่ 2 ประเทศ คือ ไทย กับ อินโดนีเซีย  ซึ่งกลยุทธ์ที่ใช้ในตอนนี้ คือ การทำ อี-คอมเมิร์ซ ในแบบพรีเมี่ยมเจาะกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความน่าเชื่อถือ

ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา

“ที่ประเทศจีน เจดีดอทคอมใช้กลยุทธ์นี้จนประสบความสำเร็จเพราะจีนเป็นตลาดที่ใหญ่ และได้เปิดกลยุทธ์ธุรกิจนี้ที่จีนในช่วงเกิดโรคระบาดโควิด-19  แต่ถ้ามองว่าตอนนี้ธุรกิจของ เจดีดอทคอม ยังเล็กและเป็นรองคู่แข่งในตลาด เช่น อาลีบาบา และตลาดอีคอมเมิร์ซทั่วโลกในปี 2022  ที่ผ่านมา มีการเติบโตแบบถดถอย ก็ทำให้การเติบโตของ เจดีดอทคอม หยุดชะงักเช่นกัน ประกอบกับการแข่งขันที่สูงด้วย เม็ดเงินในกระเป๋าผู้บริโภคลดลง ด้วยอัตราเงินเฟ้อ ทำให้ เจดีดอทคอม คิดที่จะเอาเม็ดเงินลงทุนถอยกลับไป เพราะกว่าจะถึงจุดคุ้มทุนได้ต้องใช้เวลา หรือการที่จะทำให้ชนะคู่แข่งในไทยคงเป็นไปได้ยาก”

การถอยครั้งนี้ เป็นการถอนธุรกิจในช่วงเวลาเดียวกันทั้งในไทยและอินโดนีเซีย  คือ หยุดให้บริการในช่วงต้นเดือน  มี.ค. 66 เหมือนกัน!! เป็นการกลับไปโพกัสในตลาดจีนที่เชี่ยวชาญ ดีกว่าเอาเงินมาถม และถมเท่าไรก็ไม่เต็ม!! เผาเงินทิ้งเล่นๆไปวันๆ แต่โอกาสชนะยังยาก!!

และหากมองถึงผลกระทบต่อตลาดในไทยนั้น ทาง ผู้บริหารของ “ไพร์ซซ่า” มองว่า  ตั้งแต่ช่วง  2 ปีที่ผ่านมา เจดีเซ็นทรัล ไม่ได้มีบทบาทมากในตลาดอีคอมเมิร์ซไทย ซึ่งเชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบอะไรต่อตลาดมากนัก เพราะปัจจุบันแพลตฟอร์มอีคอเมิร์ซในไทยก็มีหลากหลาย อย่างแพลตฟอร์ม tiktok ก็เพิ่งเปิดตัวขึ้นมา ซึ่งก็ถือว่ากำลังไปได้ดี หรือ แพลตฟอร์ม น็อคน็อค( NocNoc) ที่มี เอสซีจี เป็นพันธมิตร  หรือแม้แต่ กลุ่มเซ็นทรัลเอง ที่ไม่ได้ไปต่อกับ “เจดีดอทคอม”ก็ได้หันมาพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อทำอีคอมเมิร์ซเองและใช้งบประมาณทำตลาด ไม่น้อยในช่วงที่ผ่านมา ฯลฯ

ภาพ pixabay.com

“ปัจจุบัน  tiktok  ที่เป็นโซเซียล คอเมิร์ซ เข้ามากิน มาร์เก็ตแชร์ ได้ในปริมาณไม่น้อยเลยในช่วงปีที่แล้ว และเชื่อว่าปีนี้เขาน่าจะพยายามผลักดันการขยายตัวต่อเนื่องโดยเฉพาะเมื่อผู้เล่นมีรายหนึ่งหายไป ก็น่าจะต้องพยายามดันตัวเองขึ้นมาให้ได้  รวมถึงผู้เล่นรายอื่นๆ อย่าง น็อคน็อค  หรือแม้แต่ แพลตฟอร์ม อย่าง ShopAt24.com ในเครือ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) รวมถึง ไลน์ ช้อปปิ้ง ฯลฯ ซึ่งถ้ามองในมุมของการแข่งขัน ก็น่าจะยังแข่งขันรุนแรงอยู่เหมือนเดิม เจ้าใหม่ๆก็พยายามขึ้นมาหรือมีส่วนแข่งตลาดให้มากขึ้น”

สำหรับประเด็นที่เหลือสองเจ้าใหญ่ จะมีการผูกขาดตลาดหรือไม่นั้น ก่อนหน้านี้อีกหนึ่ง “กูรูด้านอีคอมเมิร์ซ”อย่าง “ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” ที่ปรึกษาและนายกกิตติมศักดิ์ สมาคมอีคอมเมิร์ซไทย  และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตลาด ดอท คอม กรุ๊ป จำกัด ออกมาแสดงความเป็นห่วงว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซไทย ต่อจากนี้ เสี่ยงที่จะมีการผูกขาดการค้าออนไลน์เพียงสองเจ้าใหญ่ ที่มีข้อมูลคนทั้งประเทศที่ใช้บริการอยู่ ซึ่งเห็นได้จากเริ่มขึ้นค่าคอมมิชั่นที่เรียกเก็บจากร้านค้า ซึ่งร้านค้าต่างๆ ต้องจำยอม เพราะคนไทยนิยมซื้อสินค้าจากสองรายนี้ 

ภาพ pixabay.com

 ด้าน “ ธนาวัฒน์” มองอีกมุมว่า ถึงแม้ฝั่งมาร์เก็ตเพรส จะมี “ลาซาด้า” และ “ช้อปปี้” เป็นสองรายใหญ่ที่อยู่ในตลาด แต่ก็ยังมีรายอื่นๆ ที่พร้อมลุยตลาดอย่างต่อเนื่องดังที่กล่าวมา เชื่อว่าจะยังมีเม็ดเงิน ใส่เข้ามาในตลาดอยู่ อย่างเช่น เซ็นทรัล ก็เดินกลยุทธ์ อีคอมเมิร์ซ และ ออมนิ ชาแนล อย่างเต็มกำลัง หรือแม้แต่ ไลน์ ช้อปปิ้ง ก็เร่งทำตลาดอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งธุรกิจอีคอเมิร์ซ การแข่งขันจะไม่เหมือนกับตลาดโทรศัพท์มือถือที่จาก 3 ราย เหลือ 2 ราย แล้วจะเกิดการผูกขาด!!

อย่างไรก็ตามหากมองในส่วนของผู้บริโภคนั้น การที่มีผู้เล่นหลายๆราย ยอมดีกว่าอยู่แล้ว เพราะผู้บริโภค จะมีทางเลือกมากขึ้น การขาดผู้เล่นไปหนึ่งรายอาจจะได้รับโปรโมชั่นที่น้อยลง จากที่แพลตฟอร์มเป็นผู้อุดหนุนในส่วนนี้ แต่ในมุมกลับกัน ผู้เล่นที่เหลืออยู่ นอกจาก ลาซาด้า และช้อบปี้ ที่ทำตลาดรุนแรงกันอยู่แล้ว ผู้เล่นรายอื่นๆก็อาจจะใส่เงิน ทำโปรโมชั่นแรงๆ เพื่อที่จะได้ขึ้นมาแทน เจดีเซ็นทรัล ก็เป็นไปได้เช่นกัน!?! ประกอบกับพฤติกรรมซื้อของออนไลน์ ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทยไปแล้ว!?!

จึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาตลาดอีคอมเมิร์ซไทยต่อจากนี้ แบบห้ามกระพริบตาเลยทีเดียว!!!

จิราวัฒน์ จารุพันธ์