น.ส.นพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ มิจฉาชีพจะมาหลอกลวงเหยื่อผ่านสื่อออนไลน์ โซเชียลมีเดียต่างๆ มีความหลากหลายและมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะ การส่งข้อความมาทาง Messenger เพื่อขอเป็นเพื่อนและขอเป็นคนรัก มีการเชิญชวนให้ท่านร่วมลงทุนเพื่อวางแผนอนาคตร่วมกัน ซึ่งมิจฉาชีพอาจจะหลอกให้โอนเงินไปยังปลายทางและหลอกว่าเป็นเงินเก็บร่วมกัน ขอให้ท่านอย่าหลงเชื่อ เนื่องจากจะทำให้ท่านเสียทรัพย์สินได้ รวมถึงให้ระวังบุคคลแปลกหน้าที่ขอเข้ามาเป็นเพื่อนหรือคนรัก มิจฉาชีพอาจจะขอข้อมูลส่วนตัวของท่านในโชเชียลมีเดียไปแสวงผลประโยชน์ มีการถอนเงินจากบัญชีของท่านผ่านออนไลน์ แบงก์กิ้ง หรือเชิญชวนให้ท่านลงทุนเงินสกุลคริสโตเคอร์เรนซี เป็นต้น

นอกจากนี้หากมิจฉาชีพ มีการเชิญชวนให้โหลดแอพพลิเคชั่น และเล่นเกมผ่านเว็บไซต์ รวมถึงท่านที่ต้องการซื้อช่อดอกไม้จากร้านค้าออนไลน์ที่มิจฉาชีพแปลงตัวเป็นร้านขายดอกไม้ออนไลน์ ขอให้ตรวจสอบแอพพลิเคชั่น เว็บไซต์ และร้านดอกไม้ที่น่าเชื่อถือ ก่อนที่ท่านจะชำระเงินหรือโอนเงินไปยังปลายทาง เพื่อป้องกันความเสียหายในการชำระเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพ และสำหรับท่านที่เข้าไปหาเพื่อนคุย หรือมองหาคนรักผ่านแอพพลิเคชั่นจับคู่ ขอให้ท่านเข้าใช้แอพพลิเคชั่นหาคู่อย่างระมัดระวัง เพื่อจะไม่ตกเป็นเหยื่อ ของการเข้าถึงแอพพลิเคชั่นปลอม

ทั้งนี้ดีอีเอส ได้เฝ้าระวัง ติดตาม และป้องกันการกระทำผิดของมิจฉาชีพผ่านสื่อออนไลน์อย่างเข้มงวด รวมถึงเฝ้าระวังและติดตามกลโกงของสื่อรักผ่านออนไลน์ หรือ Romance Scam ซึ่งเป็นการหลอกให้รัก เพื่อหวังแสวงหาผลประโยชน์จากความเชื่อใจของเหยื่อ โดยหลอกให้โอนเงินหรือทรัพย์สินไปให้ ปัจจุบันมีผู้เสียหายจากการหลอกโอนเงินจำนวนมาก ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รายงานว่า สถิติอาชญากรรมออนไลน์ประจำเดือน มกราคม 2566 จากศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ พบว่าสถิติคดีเกี่ยวกับการหลอกให้รัก มีจำนวนสูงถึง 403 คดี โดยแบ่งเป็นคดีประเภทหลอกลวงให้รักแล้วโอนเงิน จำนวน 168 เรื่อง และคดีหลอกลวงให้รักแล้วลงทุน จำนวน 235 เรื่อง รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 190 ล้านบาท

น.ส.นพวรรณ หัวใจมั่น

ดีอีเอส ขอแนะนำให้ท่านทำความเข้าใจถึงกลอุบายของมิจฉาชีพที่เข้ามาหลอกลวงมักจะมาด้วยกลอุบาย ดังต่อไปนี้ 1. หลอกให้รักแล้วชวนลงทุน (Hybrid scam) ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ปลอมด้วยการโอนเงินหรือลงทุนในรูปแบบสินทรัพย์ดิจิทัล 2. หลอกให้รักแล้วกดลิงก์/ดาวน์โหลดแอพรีโมต (Remote access scam) ควบคุมสมาร์ทโฟนและทำการดูดเงินในบัญชี

3. หลอกให้รักแล้วแบล็กเมล์ (Sextortion) ขู่กรรโชกทางเพศ ด้วยการชวนทำกิจกรรมทางเพศผ่านทางออนไลน์ แล้วนำภาพหรือวิดีโอมาขู่เรียกค่าไถ่ หรือบีบบังคับให้กระทำการอื่นๆ 4. มิจฉาชีพที่เป็นชาวต่างชาติจะทำทีมาจีบและให้ความหวังว่าอยากจะมาแต่งงานที่เมืองไทย และส่งทรัพย์สินให้ แต่ต้องชำระเงินค่าภาษีก่อน และขอให้ท่านช่วยชำระภาษีให้ก่อน 

5. มิจฉาชีพแสดงตัวว่าได้รับมรดกเป็นเงินมหาศาล แต่ต้องชำระภาษีมรดก ขอให้ท่านช่วยชำระภาษี 6. ป่วยหนัก แต่ประกันยังเบิกจ่ายไม่ได้ 7. ส่งของรางวัลราคาแพงมาให้ แต่ติดอยู่ที่ด่านตรวจ ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมก่อน ขอให้ท่านโอนเงินเพื่อจ่ายค่าธรรมเนียมรางวัลก่อน และ 8. เป็นนักธุรกิจชาวต่างชาติที่จะมาลงทุน แต่ต้องการให้ร่วมทุนด้วย

ดังนั้น เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ผ่านสื่อออนไลน์ ท่านสามารถสังเกตและจับเท็จมิจฉาชีพที่เข้ามาหลอกลวงได้โดย สังเกตจากการที่มิจฉาชีพมักใช้รูปโปรไฟล์ที่ดูดี มีฐานะ ทักทายด้วยคำหวาน และใช้ภาษาอังกฤษที่ไม่ถูกหลักไวยากรณ์ มิจฉาชีพส่งอีเมลหรือลวงให้ใส่ข้อมูลธนาคาร เมื่อท่านเริ่มรู้สึกสงสัย หรือเริ่มระแคะระคายว่าจะโดนหลอก ท่านสามารถป้องกันตัวท่านเองได้ โดย

1.ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของตนเอง หลีกเลี่ยงการเปิดกล้อง หรือพูดคุยเห็นหน้า 2.ตรวจสอบรูปโปรไฟล์ว่านำมาจากที่อื่นหรือไม่ 3.ตั้งสติ ใจเย็น หมั่นถามคำถาม 4.หากมีการนัดพบ ควรมีเพื่อนไปด้วย 5.หลีกเลี่ยงการโอนเงินทุกกรณี 6.ระวังตัวอยู่เสมอ เพราะมิจฉาชีพออนไลน์มีทุกที่

อย่างไรก็ตาม หากท่านรู้ตัวว่า ได้ตกเป็นเหยื่อแล้ว ควรตั้งสติและจัดการกับปัญหาดังนี้ 1.เตรียมเอกสารส่วนตัวและสำเนาบัตรประชาชน 2.เตรียมหลักฐาน เช่น ภาพสนทนาในแอพที่ใช้ รวมถึงรูปโปรไฟล์ของผู้กระทำผิด 3.เตรียมหลักฐานการโอนเงินต่างๆ เช่น สลิป หรือ รูปการทำธุรกรรม 4. แจ้งเบาะแสได้ทางสายด่วนโทร. 1212 ตลอด 24 ชั่วโมง และ 5. รีบไปแจ้งความ ณ สถานีตำรวจในท้องที่เกิดเหตุที่ใกล้ที่สุด หรือโทรฯ สายด่วน 1710 (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน)