นายปริเขต สืบสหการ ผู้อำนวยการทัวร์นาเมนต์เจ็ตสกีโลก WGP#1 เปิดเผยว่า ตนได้เดินทางร่วมประชุมเกี่ยวกับอนาคตการพัฒนากีฬาความเร็วทางน้ำของโลก กับ เอฟวันพาวเวอร์โบ๊ต (F1H2O) ซึ่งมีการแข่งขัน “กรังด์ปรีซ์ ออฟ อินโดนีเซีย” ที่ทะเลสาบโตบา ทะเลสาบภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในประเทศอินโดนีเซีย โดยประธานาธิบดีอินโดนีเซีย โจโค วิโดโด เดินทางมาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากทัวร์นาเมนต์เจ็ตสกีโลก WGP#1 ได้ประสบความสำเร็จ สร้างชื่อเสียงและผลงานไปทั่วโลก โดยใช้เวลาพัฒนางานแค่ 4 ปี ตามนโยบายสร้างซอฟต์พาวเวอร์ ของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐบาล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รวมถึงกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ มร.เรมอนโด ดิ ซาน เจอมาโน เจ้าของลิขสิทธิ์ เอฟวันพาวเวอร์โบ๊ต จึงมองว่าไทยกำลังมีผลงานโดดเด่น สร้างการเติบโตด้านผู้ชมและสื่อทั่วโลกอย่างสูง เป็นกีฬาความเร็วประเภทที่ 5 ของโลก แน่นอนว่าบนบกทั้งรถเอฟวัน ที่เป็น 4 ล้อ โมโตจีพี ที่เป็น 2 ล้อ มีแฟนกีฬามากมาย ถัดมาประเภทแข่งเครื่องบินทางอากาศ และเอฟวันพาวเวอร์โบ๊ต เป็นกีฬาความเร็วประเภทที่ 4 โดยกีฬาวอเตอร์เจ็ต หรือเจ็ตสกี WGP#1 ของไทย กำลังตามติดมาเป็นประเภทที่ 5

“เขายอมรับว่าเอฟวันโบ๊ต หาตลาดจัดแข่งไม่ง่ายและมีค่าใช้จ่ายสูงมาก จึงกำลังมาเล็งจัด ที่กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่ WGP#1 ของไทย กลับสวนทางกัน ไปตีตลาดยุโรป ซึ่งเป็นถิ่นฐานบ้านเกิดของเขา และกระแสตอบรับดีมาก โดยปีนี้จะเริ่มสนามเก็บคะแนนชิงแชมป์โลก สนาม 1 ที่โปแลนด์ วันที่ 18-21 พ.ค., สนาม 2 ที่ฝรั่งเศส วันที่ 27-30 ก.ค., สนาม 3 ที่สหรัฐ วันที่ 4-8 ต.ค. และสนามชิงชนะเลิศ สนาม 4 กำหนดให้มาแข่งขันที่เมืองพัทยา ประเทศไทย วันที่ 13-17 ธ.ค. 66”

นายปริเขต กล่าวต่อว่า เมื่อไทยขึ้นเป็นเจ้าของทัวร์นาเมนต์วอเตอร์เจ็ตเก็บคะแนนชิงแชมป์โลก WGP#1 ได้สร้างผลดี 8 ข้อสำคัญ ให้กับประเทศไทย 1 เป็นโครงการสปอร์ตทัวริซึ่มที่ยั่งยืน มีผลดีด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในการนำเข้าทีมนักกีฬา มาเมืองไทย 2,000-3,000 คนต่อทัวร์นาเมนต์ ช่วยสร้างเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจเติบโตประมาณ 500-1,000 ล้านบาท พร้อมกับเป็นสินค้าใหม่ๆ ให้กับการท่องเที่ยว เป็นจุดขายใหม่ ที่สร้างการเติบโตด้านตลาดผู้ชมได้อีกด้วย

2 เป็นเสาหลักในการช่วยสร้างตลาดกีฬาเจ็ตสกีภายในประเทศ สร้างเม็ดเงินกว่า 2,000 ล้านบาทต่อปี, 3 ช่วยส่งเสริมและพัฒนาสู่อุตสาหกรรมกีฬาเพื่อการส่งออก ที่เริ่มต้นขึ้นแล้วในปัจจุบัน, 4 ยืนบนขาตัวเอง โดยมีสื่อประชาสัมพันธ์เมืองไทยไปทั่วโลกกว่า 120 ประเทศ มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาทต่อปี

5 สามารถนำกีฬาท่องเที่ยวและของดีประเทศไทยไปโรดโชว์บนตลาดโลก, 6 ปกป้องสิทธินักกีฬาไทยไม่ให้ถูกเอาเปรียบในการแข่งขันต่างๆ, 7 เป็นต้นแบบการพัฒนากีฬาแบรนด์ไทยสู่ตลาดโลก และ 8 เป็นผลสัมฤทธิ์การพัฒนางานกีฬาไทย ให้อยู่บนจุดสูงสุดของระบบนิเวศของกีฬาชนิดนั้นๆ เป็นผู้นำของโลก ซึ่งสร้างเกียรติยศกีฬา ชื่อเสียงประเทศไทย และแสดงศักยภาพของประเทศไทย ให้ได้รับความสำคัญขึ้นในอีกบทบาทหนึ่ง