นายฉันทานนท์ วรรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การผลิตและการตลาดสับปะรดปัตตาเวีย ปี 2566 โดยคาดว่าปี 2566 (ข้อมูลพยากรณ์ ณ มกราคม 2566)  ไทยมีเนื้อที่เก็บเกี่ยวทั้งประเทศรวม 430,958 ไร่ ลดลงจากปีที่ผ่านมาซึ่งมีเนื้อที่เก็บเกี่ยว 450,600 ไร่  (ลดลง 19,642 ไร่ หรือร้อยละ 4.36)  เนื่องจากเกษตรกรลดพื้นที่ปลูก จากปัญหาต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาปุ๋ยและสารเคมี และปัญหาการขาดแคลนแรงงานในบางพื้นที่ ประกอบกับเกษตรกรบางส่วนปรับเปลี่ยนไปปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น เช่น ยางพารา ทุเรียน และมะพร้าว และในบางพื้นที่ปรับเปลี่ยนไปปลูกมันสำปะหลัง เนื่องจากราคามันปะหลังในปีที่ผ่านมาอยู่ในเกณฑ์ดีและยังใช้ปุ๋ยเคมีน้อยกว่า ส่งผลให้ผลผลิตรวมทั้งประเทศ 1.65 ล้านตัน ลดลงจากปีที่มาที่มีปริมาณ 1.74 ตัน (ลดลง 0.09 ล้านตัน หรือร้อยละ 5.17)

ขณะที่ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ยทั้งประเทศ 3,831 กิโลกรัม ลดลงจาก 3,865 กิโลกรัม หรือลดลงร้อยละ 0.88 เนื่องจากเกษตรกรลดการใส่ปุ๋ย อันเป็นผลมาจากราคาปุ๋ยเคมีที่สูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ภาพรวมผลผลิตทั้งประเทศลดลงด้วย ทั้งนี้ คาดว่าผลผลิตออกมากที่สุดช่วงเดือนเมษายน – มิถุนายน ประมาณ 0.632 ล้านตัน (ร้อยละ 38.30 ของผลผลิตทั้งประเทศ) และช่วงเดือนตุลาคม – ธันวาคม ประมาณ 0.403 ล้านตัน (ร้อยละ 24.42 ของผลผลิตทั้งประเทศ) ทั้งนี้ หากสถานการณ์การผลิตมีการเปลี่ยนแปลง จะได้ทบทวนข้อมูลผลผลิตปี 2566 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงต่อไป

ปัจจุบัน เกษตรกรนิยมขายผลผลิตสับปะรดปัตตาเวีย เพื่อเข้าโรงงานอุตสาหกรรมเป็นหลัก โดยบางส่วนขายเป็นผลสดเพื่อการบริโภค คณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติได้มีแนวทางการบริหารจัดการสับปะรด 5 แนวทาง ได้แก่ 1. เชื่อมโยงตลาดล่วงหน้า 2. กระจายผลผลิต 3. ส่งเสริมการบริโภค  4. ส่งเสริมการแปรรูป และ 5 ส่งเสริมการผลิตเพื่อบริโภคสด รวมทั้งการติดตามสถานการณ์ การประชุมหารือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ให้การอบรม แก่เกษตรกร และการสำรวจข้อมูลเกษตรกร ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรหลีกเลี่ยงการบังคับให้ออกดอกออกผลในช่วงที่ผลผลิตล้นตลาด ส่งเสริมการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด และส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เป็นต้น สำหรับในระดับจังหวัด คณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) จังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตสำคัญ เช่น ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี ชลบุรี ระยอง ลำปาง อุทัยธานี ชัยภูมิ เลย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เชียงราย เป็นต้น ได้มีแนวทางบริหารจัดการ Demand และ Supply ที่สอดคล้องกัน

ด้านนางกาญจนา แดงรุ่งโรจน์ รองเลขาธิการ สศก. กล่าวว่า ล่าสุดจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2566 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งมีผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายพีรพันธ์ คอทอง) เป็นประธาน และ สศก. ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ ได้เห็นชอบแผนพัฒนาด้านสับปะรด พ.ศ. 2566 – 2570  โดยแผนดังกล่าว ได้กำหนดวิสัยทัศน์ “ศูนย์กลางระดับโลกในการผลิต แปรรูป และสร้างคุณค่า มูลค่าทางเศรษฐกิจจากสับปะรดอย่างยั่งยืน” มี 4 เป้าหมาย ได้แก่  1. พื้นที่ปลูกที่ได้รับการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตจากนโยบายภาครัฐ โดยระบบน้ำ, GAP และปรับพื้นที่ตาม Agri-map เพิ่มขึ้นร้อยละ 48 ต่อปี จนถึงปี 2570  2. ผลิตภาพการผลิต (Productivity) ในอุตสาหกรรมแปรรูปสับปะรดเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ต่อปี 3. มูลค่าการส่งออกสับปะรดและผลิตภัณฑ์สับปะรด เพิ่มขึ้นเป็น 25,530 ล้านบาท ในปี 2570 และ 4) รายได้  ของเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด เพิ่มขึ้นเป็น 422,070 บาท/ปี ในปี 2570