เมื่อวันที่ 27 ส.ค. นายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง และหัวหน้าพรรคกล้า กล่าวถึงกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เสนอให้รัฐบาลกู้เงินอีก 1 ล้านล้านบาท เพื่อพยุงเศรษฐกิจ ว่า สิ่งที่ผู้ว่าการ ธปท.พูดถึงนั้น สะท้อนให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่คาดไม่ถึง ซึ่งอีกทางหนึ่งสบายใจได้ว่าสถานะทางการคลังของประเทศ สามารถแบกรับหนี้สาธารณะได้อีก 1 ล้านล้านบาท โดยไม่ต้องกังวลในแง่เสถียรภาพ แต่ต้องตระหนักถึงสถานการณ์ปัจจุบัน จึงเหลือแค่จะกู้ตอนไหน กู้ไปทำอะไร ทั้งนี้ ตนเห็นว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่มีความจำเป็นต้องกู้เพิ่ม เพราะ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 วงเงิน 500,000 ล้านบาท มีการเบิกจ่ายร้อยละ 20 หรือประมาณ 100,000 ล้านบาท เหลือ 400,000 ล้านบาท ซึ่งควรมีแผนงานและการประเมินผลการใช้เงินส่วนนี้ต่อดัชนีเศรษฐกิจแล้วพิจารณาว่าต้องกู้หรือไม่ เพราะในงบประมาณปี 2565 ต้องกู้ 400,000 ล้านบาทอยู่แล้วในอีก 1 ปีข้างหน้า โดยที่เราหวังว่าการฉีดวัคซีนและการบริหารจัดการโรคโควิด-19 จะทำให้เราเปิดประเทศได้ เริ่มมีรายได้ใส่กระเป๋าประชาชน ถ้าเราทำได้เร็ว ทำได้ดี อาจไม่ต้องกู้เพิ่ม และการพิจารณาว่าจะกู้หรือไม่ ธปท. กระทรวงการคลัง และทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ต้องทำงานเป็นทีม

“ตอนนี้ใช้ไปแค่ 1 แสนล้านเหลืออีก 4 แสนล้าน ก็มีคำถามว่าเงินจำนวนนี้จะเบิกจ่ายให้เข้ามาอยู่ในระบบเศรษฐกิจเมื่อไหร่ และหลังจากใช้เงินนั้นไปแล้ว เป็นจังหวะที่เศรษฐกิจของเราจะกลับเข้ามาเป็นปกติแล้วหรือยัง ตรงนี้จะเป็นคำตอบว่าเราจำเป็นต้องกู้เพิ่มอีก 1 ล้านล้านบาทหรือไม่ ทั้งนี้ เมื่อดูประสิทธิภาพในการใช้เงินกู้ที่ผ่านมา เราจะเห็นว่าเมื่อเป็นลักษณะการผันเงินตรงให้กับประชาชนส่วนนี้มีประสิทธิภาพสูงมาก แต่เมื่อโครงการที่ต้องพึ่งระบบราชการ เราจะเห็นว่าประสิทธิภาพลดลงมาก รัฐบาลจึงจำเป็นต้องขันนอตเพื่อปรับระบบการทำงานในภาวะวิกฤติ” นายกรณ์ กล่าว

อดีต รมว.คลัง ยังกล่าวถึงการคาดการณ์รายรับปี 2565 ว่า การตั้งสมมุติฐานรายได้ของรัฐบาลอาจจะสูงเกินไป อย่างปี 2564 จะเห็นว่ารายรับของรัฐบาลต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ และหวังว่าปี 2565 จะไม่ต่ำกว่านี้ จนทำให้ต้องกู้เพิ่ม ซึ่งเป็นสาเหตุให้ต้องมาพิจารณากันอย่างละเอียดว่าการออก พ.ร.ก. 1 ล้านล้านบาท เป็นจังหวะที่เหมาะสมหรือไม่ ซึ่งจากความเห็นของผู้ว่าการ ธปท.ที่บอกว่าถ้าจะกู้ ก็กู้ได้ และข้อดีอีกอย่างของประเทศไทย มีหนี้สาธารณะจำนวนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้มากนักเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ หลายประเทศมีหนี้สาธารณะเท่ากับร้อยละ 100 ของจีดีพี ขณะที่ของไทยอยู่ที่ร้อยละ 50 กว่า และข้อดีอีกอย่างคือหนี้สาธารณะกว่าร้อยละ 98 เป็นการกู้เงินบาทภายในประเทศ ซึ่งลดความเสี่ยงลงมาก  

สำหรับกรณีที่ผู้ว่าการ ธปท.บอกว่าถ้าเราไม่ทำอะไรเลย จะทำให้เกิดหลุมดำ รายได้จะหายไปราว 2.6 ล้านล้านบาทนั้น นายกรณ์ กล่าวว่า หลุมดำมีอยู่แล้วจากการล็อกดาวน์ และการห้ามรับนักท่องเที่ยว และอื่นๆ เราไม่มีรายได้มาเป็นปีแล้ว เขาจึงมองว่าต้องอัดฉีดงบประมาณ โดยหนึ่งในปัญหาที่ผ่านมา คือการขับเคลื่อนนโยบายของ ธปท.ด้วย แม้จะกู้เงินอีก 1 ล้านล้านบาท อัดฉีดเข้าไป แต่หากเราย้อนไปดู การออก พ.ร.บ.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ที่จริงมีการออกกฎหมายอีก 2 ฉบับเป็น พ.ร.ก. เช่นเดียวกัน คือ พ.ร.ก.เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งเวลาผ่านไปนานหลายเดือน ผู้ประกอบการเข้าไม่ถึงเงินส่วนนี้ เนื่องจากโครงสร้างการปล่อยสินเชื่อจากธปท.ผ่านธนาคารพาณิชย์ จึงเป็นปัญหาคอขวด ทั้งความเสี่ยง และความพร้อมในการรับความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ ทำให้ไม่พิจารณาอนุมัติให้กับผู้เดือดร้อนจริง จึงไปไม่ถึงกลุ่มเป้าหมาย แม้ต่อมามีการปรับเงื่อนไขให้ง่ายขึ้น แต่ก็ยังยาก  

ส่วนความจำเป็นต้องเยียวยารายได้ประชาชนอีกนานแค่ไหน นายกรณ์ กล่าวว่า ให้รัฐบาลคิดเผื่อไว้อย่างน้อย 3 เดือนหรือจนถึงสิ้นปี เพื่อสร้างความมั่นใจประชาชนว่ารัฐบาลดูแล ซึ่งอาจเป็นยอดเงิน 5,000 บาทต่อเดือน ในกลุ่มอยู่ในเขตล็อกดาวน์ ตนเชื่อว่าเงินประมาณ 300,000 ล้านบาท ทำให้ดูแลประชาชนมีกินไปต่อไปได้ แต่ตนไม่เห็นด้วยถ้าจะกู้เพื่อมาจัดสรรให้กับโครงการต่างๆ ที่ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชนโดยตรง เพราะจัดสรรไป ก็ใช้ไม่ทันอยู่ดี และเงินเข้ามาในระบบเศรษฐกิจก็ไม่ทันเช่นกัน.