สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองซานดิเอโก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 14 มี.ค. ว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ นายกรัฐมนตรีริชี ซูแน็ก ผู้นำสหราชอาณาจักร และนายกรัฐมนตรีแอนโธนี อัลบาเนซี ผู้นำออสเตรเลีย ซึ่งเป็นสามประเทศร่วมกติกาความร่วมมือไตรภาคีออคัส แถลงร่วมกันที่ฐานทัพเรือโลมา ในเมืองซานดิเอโก เกี่ยวกับแผนมอบความสนับสนุนเรือดำน้ำขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ ให้แก่ออสเตรเลีย

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ นายกรัฐมนตรีแอนโธนี อัลบาเนซี ผู้นำออสเตรเลีย และนายกรัฐมนนตริชี ซูแน็ก ผู้นำสหราชอาณาจักร แถลงเกี่ยวกับ โครงการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ให้ออสเตรเลีย ที่ฐานทัพเรือโลมา ในเมืองซานดิเอโก ของสหรัฐ


ข้อตกลงดังกล่าวมีเนื้อหาสำคัญว่า สหรัฐ “มีเป้าหมาย” ขายเรือดำน้ำขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ชั้นเวอร์จิเนียให้แก่ออสเตรเลีย เริ่มแรก 3 ลำ ภายในปี 2573 และรัฐบาลแคนเบอร์ราจะได้รับ “สิทธิพิเศษ” ในการซื้อเรือดำน้ำรุ่นดังกล่าวเพิ่มอีกสองลำด้วย


ทั้งนี้ บริษัท เจเนอรัล ไดนามิกส์ ของสหรัฐ จะเป็นกำลังหลักในการผลิตเรือดำน้ำสำหรับออสเตรเลีย โดยอาศัยเทคโนโลยีบางส่วนจากสหรัฐ ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลวอชิงตัน “ยอมแบ่งปันเทคนิคบางส่วน” ที่เกี่ยวข้อง ร่วมด้วยการออกแบบจากสหราชอาณาจักร และการปฏิบัติการโดยออสเตรเลีย

ภาพถ่ายมุมสูง ที่ฐานทัพเรือโลมา ในเมืองซานดิเอโกของสหรัฐ ระหว่างประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ นายกรัฐมนตรีแอนโธนี อัลบาเนซี ผู้นำออสเตรเลีย และนายกรัฐมนนตริชี ซูแน็ก ผู้นำสหราชอาณาจักร เตรียมแถลงเกี่ยวกับ โครงการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ให้ออสเตรเลีย


ด้วยเหตุนี้ จึงถือได้ว่า โครงการเรือดำน้ำที่กำลังจะเกิดขึ้น มาจากความร่วมมือระดับไตรภาคีอย่างแท้จริง และจะมีรหัสเรือว่า “เอสเอสเอ็น ออคัส” เพื่อเน้นย้ำความร่วมมือจากทั้งสามประเทศ ซึ่งในเบื้องต้นมีการประเมินงบประมาณไว้ที่ราว 368,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ( ราว 8.4 ล้านล้านบาท ) ภายในปี 2598


ปัจจุบัน มีเพียง 5 ประเทศบนโลกเท่านั้น ที่มีเรือดำน้ำขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ ได้แก่ สหรัฐ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส รัสเซีย และจีน ซึ่งรัฐบาลปักกิ่งวิจารณ์การรวมตัวของออคัส มาตลอดว่า เป็นการรวมกลุ่มที่มีเจตนาเพื่อให้เกิดการแบ่งแยกภายในภูมิภาค และปิดล้อมจีน.