สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดเสวนาในหัวข้อ “การนำเสนอนโยบายด้านการเกษตรของพรรคการเมืองผ่านสื่อมวลชน” นโยบายด้านการเกษตรพรรคไหน…จะโดนใจเกษตรกร โดยเชิญตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ เข้าร่วม  ณ ห้องสุธรรม อารีกุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์      โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร จากพรรคประชาธิปัตย์  บอกว่า  พรรคยืนอยู่บนนโยบายเกษตรกรเข้มแข็ง โดยมีเป้าหมายหลักอันดับแรก ให้ประเทศไทยเป็นมหาอำนาจส่งออกอาหาร 1 ใน 10 ของโลก ซึ่งตอนนี้เราอยู่อันดับ 13 ของโลก อันดับต่อมาเกษตรกรต้องมีรายได้เพิ่มขึ้น 100% ต่อมาคือเพิ่มจีดีพีภาคเกษตรเป็นจาก 8.5% เป็น 10% สร้างฐานรายได้ใหม่ โดยสร้างฐานแปรรูปอุตสาหกรรมการเกษตรใหม่ ส่งเสริมการจัดตั้งนิตมอุตสาหกรรมเกษตรอาหาร 18 กลุ่มจังหวัด ตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจการเกษตรทั่วประเทศ เน้นทั้งเกษตรอาหาร เกษตรพลังงาน เกษตรท่องเที่ยว และเกษตรสุขภาพ เปลี่ยนเกษตรดั้งเดิมเป็นเกษตรสมัยใหม่รายได้สูง ยกระดับจากเมืองเกษตรเป็นเมืองอาหาร

นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องสร้างฐานตลาดใหม่ ยกระดับราคาสินค้าเกษตร เพิ่มในส่วนของตลาดออนไลน์ ตลาดประมูลทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ขยายตลาดใหม่ๆ สร้างฐานสินค้าใหม่ สร้างแบรนด์สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ และสร้างฐานแปลงเกษตรใหม่ ยกระดับเกษตรแปลงใหญ่เป็น 10,000 แปลง จากปัจจุบัน 3,000 แปลง และเพิ่มเกษตรแม่นยำจาก 2 ล้านไร่ เป็น 5 ล้านไร่ ต่อยอดประกันรายได้ในพืชหลัก รวมทั้งฟรีนมโรงเรียน 365 วัน เพื่อส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม สนับสนุนองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นอย่างน้อย 2,800 กลุ่มๆ ละ 100,000 ต่อปี พร้อมกับเพิ่มธนาคารหมู่บ้านและธนาคารชุมชนแห่งละ 2 ล้านบาท และส่งเสริมสินเชื่อเงินออมชนบท ขณะเดียวกันก็ปลดล็อก พ.ร.ก.ประมง ภายใต้กติกาไอยูยูใน 90 วัน พร้อมตั้งสภาการประมง และกองทุนประมง พัฒนาอุตสาหกรรมประมงทุกระดับ ออกกรรมสิทธิ์ที่ดินให้เกษตรกรในที่ดินของรัฐทุกประเภท กระจายการถือครองที่ดิน ปฎิรูปที่ดิน ธนาคารที่ดิน โฉนดชุมชน มีค่าตอบแทนให้อาสาสมัครเกษตรเดือนละ 1,000 บาท พักหนี้ 4 ปี ปฎิรูป ธ.ก.ส. ปฎิรูประบบสินเชื่อ เงินฝาก ดอกเบี้ย พัฒนารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และกองทุนอื่นๆ

นสพ.ชัย วัชรงค์    ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า นโยบายพรรคฯ เน้นที่การผ่าตัดปรับโครงสร้างภาคเกษตร ใช้หลัก “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม” เปลี่ยนการเกษตรแบบดั้งเดิมเป็นเกษตรก้าวหน้าสมัยใหม่ โดยใช้ตลาดนำการผลิต เปลี่ยนจากการทำเกษตรที่มีรายได้น้อย มาทำเกษตรรายได้สูง ผลิตสินค้าที่ตลาดต้องการ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง ที่ทุ กปีต้องอาศัยการนำเข้า รวมถึงโคเนื้อที่ตลาดมีความต้องการมากปีละ 4-5 ล้านตัว แต่ไทยไม่มีนโยบายเพิ่มผลผลิต ขณะเดียวกันก็เพิ่มระบบชลประทานให้ทั่วถึง จากปัจจุบันมีพื้นที่ชลประทานครอบคลุมเพียง 22 ล้านไร่ จากพื้นที่การเกษตร 140 ล้านไร่    นอกจากนี้ยังมีนโยบายให้ลดการผลิตสินค้าที่มีมากเกินไปเช่นข้าว แต่ให้เป็นไปตามความสมัครใจ จะทำให้ราคาข้าวเปลือกขึ้นได้ 3-5 พันบาท แล้วนำพื้นที่ไปปลูกพืชราคาสูงเช่นทุเรียนให้ได้ 1 ล่านไร่ ตั้งโครงการ 1 ตำบล 1 โรงปุ๋ย โดยมีเงินกู้ปลอดดอกเพื่อจัดซื้อเครื่องมือที่ทันสมัย นอกจากนี้ยังเตรียมตั้งกองทุนรองรับปัญหาโลกร้อน โดยการตั้งงบประมาณแก้ปัญหาโรคอุบัติใหม่ ชนิดละ 1,000 ล้านบาท ทั้งหมดนี้ เพื่อเพิ่มรายได้ ให้เกษตรกร 3 เท่าใน 4 ปี

นายฉลอง เทพวิทักษ์กิจ จากพรรคไทยสร้างไทย บอกว่า พรรคไทยสร้างไทยจะปรับโครงสร้างให้เกิดการสมดุลระหว้างอุสงค์กับอุปทาน เน้นที่พืชเศรษฐกิจหลัก เริ่มจากข้าว ที่สร้างผลกระทบกับเกษตรกรมากที่สุด เพราะซัพพลายเหลือจากการส่งออกมากถึงปีละ 3-4 ล้านตัน ฉะนั้นถ้าลดผลผลิตข้าวลงได้ ราคาข้าวก็จะเป็นไปตามกลไกตลาด ขณะเดียวกันก็ต้องขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ พร้อมกับขยายทั้งปริมาณและชนิดสินค้าให้เพิ่มขึ้น แปรรูปเพิ่มมูลค่า เน้นพืชสมุนไพร พืชพลังงาน ส่งเสริมอุตสาหกรรมการเกษตรนอกจากนี้ยังมีนโยบายทำบ่อเพื่อเก็บน้ำสำหรับทุกครัวเรือน รวมทั้งขุดบ่อบาดาล ประปาหมู่บ้าน ติดโซลาร์เซลสูบน้ำ พร้อมกับดำเนินโครงการโขง เลย ชี มูล โดยใช้งบประมาณ  2 แสนล้านบาท เพื่อเติมน้ำให้กับภาคอีสาน ขณะเดียวกันก็จัดทำกองทุนเพื่อคนตัวเล็ก เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อทำโซลาร์เซล และเทคโนโลยีทางการเกษตร ภายใต้เงื่อนไขเกษตรกรต้องเรียนรู้ก่อน

ด้าน ดร.บุรินทร์ สุขพิศาล พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า พรรคมีแนวคิดเปลี่ยนโครงสร้างภาคการเกษตรโดยเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมให้มากขึ้น โดยสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ และเพิ่มมูลค่า โดยเฉพาะด้านพลังงานที่ได้จากพืชผลทางการเกษตร และเชื่อมโยงการขับเคลื่อน เช่น อ้อย ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง เพื่อยกระดับราคาสินค้าเกษตร ต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มรองรับตลาดสีเขียว ควบคู่ไปกับการลดหนี้ให้เกษตรกร ด้วยการเติมเงินลงทุนให้เกษตรกรครัวเรือนละ 30,000 บาท เพื่อสนับสนุนให้ใช้เทคโนโลยีทางการเกษตร ช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิต ลดต้นทุน และได้สินค้าคุณภาพ ขณะเดียวกันจะมีการตั้งโรงงานผลิตปุ๋ยยูเรียตามแนวท่อแก๊ส ก่อนกระจายทั่วประเทศ พร้อมกับสนับสนุนให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยสั่งตัด กำหนดมาตรการปุ๋ยคนละครึ่ง เพื่อให้เกษตรกรผลิตปุ๋ยเองใช้ในประเทศ

นายเดชรัต สุขกำเนิด พรรคก้าวไกล กล่าวว่า พรรคมีนบายให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุนและที่ดิน โดยจะแก้ทั้งที่ดิน ส.ป.ก.และที่ดินทับซ้อน โดยจะมีกองทุนพิสูจน์สิทธิที่ดินวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ภายใน 4 ปี โดยกองทุนนี้จะผลักดันให้การทำงานพิสูจน์สิทธิ์ และจัดสรรที่ดินประเภทต่างๆ ได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกันเกษตรกรก็ต้องมีอาชีพเสริมระหว่างการทำเกษตร ส่งเสริมการแปรรูปเพิ่มมูลค่า ในเริ่องการต่างประเทศก็ต้องทำในชิงรุก สร้างความเป็นธรรม เอาจริงเอาจังกับปัญหาในทุกจุด ขณะที่องค์กรท้องถิ่นเมื่อถ่ายโอนอำนาจหน้าที่ ก็ต้องมีบทบาทมากขึ้น โดยองค์กรที่เล็กที่สุดจะได้รับงบเพิ่มอีกแห่งละ 20 ล้านบาท

ขณะเดียวกันก็ปลดหนี้ให้เกษตรกร โดยเกษตรกรที่เป็นหนี้ จะมีการเข้าไปช่วยโดยอาจเช่าที่ดินนั้นๆ ที่ติดจำนองอยู่ เพื่อให้เกษตรกรปลูกไม้ยืนต้น และไม้เศรษฐกิจ หรือไม้ผลที่มูลค่าทางเศรษฐกิจ ภายใต้เงื่อนไขรัฐบาลจะเคลียร์หนี้ให้ และคืนที่ดินพร้อมผลผลิตให้หลังจากครบ 20 ปี หรือระยะเวลาที่กำหนด ขณะเดียวกันก็มีการลงทุนโซล่าเซลล์เพื่อประหยัดค่าไฟฟ้า รวมถึงเพิ่มพื้นที่ชลประทานให้มากขึ้นและทั่วถึงทุกจุด สร้างพื้นที่ระบายน้ำ ปรับกติกาสำหรับพื้นที่รับน้ำ กำหนดระยะเวลา การจ่ายเงินชดเชย และทำให้ท่วมน้อยลง รวมทั้งดูแลเรื่องปุ๋ยสั่งตัด พร้อมทั้งสนับสนุนเรื่องเครื่องจักรทางการเกษตร อัตราดอกเบี้ย 0 %