นายกิตติทัศน์ ผาทอง ตัวแทนภาคียาสูบแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมใบยาสูบในประเทศไทย ถือว่ามีความสำคัญกับภาคการเกษตรไม่น้อย เพราะเป็นแหล่งสร้างงาน สร้างอาชีพสร้างรายได้เฉลี่ยถึง 25,000 บาทต่อไร่ สลับกับการทำนาปลูกข้าวและพืชอื่นๆ บนพื้นที่กว่า 1.16 แสนไร่ ใน 16 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีการปลูกยาสูบสามสายพันธ์ุ ได้แก่ เวอร์ยีเนีย เบอร์เลย์ และเตอร์กิช ในวันที่อุตสาหกรรมยาสูบไทยหดตัวลงกว่า 18% เนื่องจากนโยบายของภาครัฐในการควบคุมการบริโภคยาสูบ ทั้งการขึ้นภาษีและการใช้มาตรการอื่นๆ ที่นอกเหนือจากมาตรการภาษี ความเดือดร้อนของชาวไร่ยาสูบ เป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่ควรได้รับความสนใจจากภาครัฐเช่นกัน

“การผลิตใบยาสูบตั้งแต่ขั้นตอนการปลูก จนถึงการบ่มและอบแห้งเพื่อพร้อมขายเป็นกระบวนการที่ใช้แรงงานคนเป็นหลัก ผู้คนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตใบยาจึงมีจำนวนมาก หากคิดเป็นครัวเรือนก็มีประมาณ 30,000 ครัวเรือนทั่วไทย ปากท้องของพวกเขาเหล่านี้ ต่างขึ้นกับโควตาและราคาการรับซื้อใบยาในแต่ละปี พวกเราเห็นข่าวทุกวันว่าค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าน้ำมัน ค่าแรงเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้ต้นทุนของการปลูกยาสูบเพิ่มขึ้น 60% แต่โควตาการปลูกของเรากลับสวนทางลดลงเรื่อยๆ วอนรัฐบาลใหม่เห็นใจเร่งแก้ไขปัญหาปากท้องของชาวไร่ ก่อนที่จะแบกรับต้นทุนไม่ไหวและอาชีพนี้จะสูญหายไป”

ความผิดพลาดในการออกนโยบายภาษี 2 อัตรา การขึ้นอัตราภาษีอย่างต่อเนื่อง และกฎหมายควบคุมการบริโภคยาสูบที่ตึงเกินไปกลายเป็นปมเหตุความทุกข์ของชาวไร่ยาสูบที่กัดกร่อนรายได้และความเป็นอยู่ของชาวไร่ยาสูบ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของร่างกฎกระทรวงเกี่ยวกับการแบนส่วนประกอบในบุหรี่ที่ยังไม่มีข้อยุติ ซึ่งหากร่างกฎกระทรวงนี้ผ่านออกมาเป็นกฎหมายจะส่งผลกระทบร้ายแรงกับการปลูกยาสูบและการผลิตในประเทศที่อาจส่งผลรุนแรงกว่าการปรับโครงสร้างภาษีด้วยซ้ำ เพราะจะทำให้ผู้สูบบุหรี่ทั้งหมดหันไปหาบุหรี่เถื่อนที่ยังมีรสชาติเหมือนเดิม สิ่งที่ชาวไร่ยาสูบคาดหวังที่จะได้รับจากรัฐบาลใหม่จึงคือการช่วยขจัดอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพให้กับชาวไร่ยาสูบ ด้วยการกำหนดนโยบายภาษีและมาตรการควบคุมบุหรี่ที่มีความสมดุล ไม่สุดโต่งจนเกินไปจนกลายมา เป็นดาบทำร้ายชาวไร่ยาสูบ ก่อนที่อาชีพชาวไร่ยาสูบซึ่งทำมากันจากรุ่นสู่รุ่นกว่า 60 ปี จะสูญหายไปจากประเทศไทยอย่างไม่มีวันหวนกลับ

การปล่อยให้เกษตรกรชาวไร่ยาสูบต้องดิ้นรนต่อสู้กับปัญหาดินฟ้าอากาศ ปัจจัยการผลิต ภัยธรรมชาติ โดยไม่มีเจ้าภาพดูแลโดยตรง ก็ถือว่าเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสแล้ว แต่การถูกลดโควตากว่าร้อยละ 50 ถึง 5 ปีติดต่อ และยังถูกซ้ำเติมจากมาตรการภาษีสรรพสามิต บุหรี่เถื่อน และมาตรการควบคุมอื่นๆ ก็ถือเป็นทุกข์อันใหญ่หลวงที่เราไม่อาจนิ่งดูดาย เพราะทุกข์ของเกษตกรชาวไร่ก็คือทุกข์ของแผ่นดิน



