โอกาสครบรอบความสัมพันธ์ไทย-จีน 48 ปี ถือเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์มิตรไมตรีอันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศที่มีมาอย่างยืนยาว ผ่านเรื่องราวแห่งกาลเวลานำมาสู่การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ความร่วมมือด้านการค้า-การลงทุน การศึกษา ซึ่งจีนถือเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย และตลาดนักท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของไทย ดั่งคำกล่าวที่ว่า “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน”
“สภาวัฒนธรรมไทย–จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์” เป็นหน่วยงานหนึ่งที่เป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ ที่มี นายพินิจ จารุสมบัติ เป็นประธานสภาฯ และผู้ที่มีบทบาทสำคัญคนหนึ่ง ก็คือ พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และอดีตรองผู้บัญชาการทหารบก
พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ ในฐานะรองประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นในการเข้ามาในบริบทของไทย-จีน มาจากความสัมพันธ์ในด้านการทหารผ่านการเป็นนายทหารคนสนิทของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่ง พล.อ.ชวลิต เป็นบุคคลหนึ่งที่มีบทบาทความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีนเป็นอย่างมากในสมัยนั้น ในช่วงที่ท่านดำรงตำแหน่งเป็นผบ.ทบ. รมว.กลาโหม ตลอดจนนายกรัฐมนตรี ตนได้มีโอกาสได้ติดตามท่านก็ได้เห็นบริบทเห็นการเจรจาการเมืองในช่วงนั้น ซึ่ง พล.อ.ชวลิต ได้นำคณะผู้นำเหล่าทัพของไทยไปเยือนจีนเพื่อสานสัมพันธ์ทางการทหารกับทาง พล.อ.หลิว หัว ชิง ประธานกรรมาธิการทางทหาร ทำให้เห็นภาพการเจรจา ตลอดจนการสานสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนผ่านการทำงานของ พล.อ.ชวลิต

“ผมย้อนศึกษาว่าเหตุใด พล.อ.ชวลิต ถึงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน ก็ด้วยเหตุที่ พล.อ.ชวลิต มีส่วนสำคัญในการเจรจายุติสงคราม โดยเดินทางไปเจรจากับ เติ้ง เสี่ยวผิง ที่จีน พร้อมกับ พล.ท.ผิน เกษร และ พ.อ.พัฒน์ อัคนิบุตร”
ด้วยสายสัมพันธ์อันดีนี้เองครั้งหนึ่งเมื่อตอนที่ พล.อ.ชวลิต ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาวิกฤติการณ์เศรษฐกิจปี 2540 หรือวิกฤติต้มยำกุ้ง รัฐบาลประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง ทาง พล.อ.ชวลิต ตัดสินใจเขียนจดหมายระบายความในใจให้ พล.ต.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ นำจดหมายไปมอบให้ พล.อ. หลิว หัว ชิง ประธานกรรมาธิการทางทหาร ก่อนที่ พล.อ.หลิว หัว ชิง ได้รัฐมนตรีคลังประสานความช่วยเหลือรัฐบาลไทยให้เงินกู้ทันที…นั่นเป็นจุดเริ่มที่ทำให้ตนมีความสนิทและมีความสัมพันธ์อันดีกับทางการจีน
พล.อ.วิชิต เล่าอีกว่า เมื่อ พล.อ.ชวลิต พ้นจากตำแหน่งทางการเมือง ตนได้สานสัมพันธ์ติดต่อทางจีนครั้งหนึ่งเมื่อตนดำรงตำแหน่งนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน ก็ได้มีการแสวงหาความร่วมมือกับทางจีน โดยเฉพาะสำนักงานกิจการชาวจีนโพ้นทะเล ให้การสนับสนุนด้านการศึกษากับบุตรของข้าราชการทหารตำรวจ ตลอดจนข้าราชการ ไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยหัวเฉียว จีน จนถึงปัจจุบัน มีนิสิตนักศึกษาที่ได้รับทุนกว่า 80 คน

ที่ผ่านมาได้มีการสานสัมพันธ์มาอย่างต่อเนื่องและแสวงหาความร่วมมือในการส่งเสริมแลกเปลี่ยนด้านการศึกษา ขณะเดียวกันท่านพินิจ มาดำรงตำแหน่งประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีนฯ ก็ได้ขับเคลื่อนแนวทางทางด้านความสัมพันธ์ มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมโดยการนำอุปรากรจีนมาจัดแสดงที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย อีกทั้งนำไปจัดแสดงตามหัวเมืองใหญ่ อาทิ ภูเก็ต นครสวรรค์ เป็นต้น ขณะเดียวกันประเทศไทยก็ได้มีการนำโขน นาฏศิลป์ไทย จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ไปจัดแสดงที่ประเทศจีน
“ขณะเดียวกันการค้าและการลงทุน ปัจจุบันผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาและอยู่ในคณะกรรมาธิการพาณิชย์อุตสาหกรรม ก็เห็นบริบทของการส่งเสริมทางด้านเศรษฐกิจและการส่งออก ตลอดจนความร่วมมือทางการค้าระหว่างไทยและจีน โดยเฉพาะการส่งออกผลไม้ ที่ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการส่งออกทุเรียนไปยังจีน ซึ่งชาวจีนชอบผลไม้ไทยเป็นอย่างมาก ทั้งทุเรียน มังคุด กล้วยหอม เป็นต้น” พล.อ.วิชิต ระบุ
ข้อได้เปรียบด้านการขนส่งจากการที่ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางแห่งเอเชียอาคเนย์ ทำให้การส่งออกผลไม้ไปยังประเทศจีนทำได้อย่างรวดเร็วโดยมีการนำออกทางจังหวัดหนองคายและขึ้นรถไฟความเร็วสูงจากประเทศลาวไปจีน ซึ่งในจุดนี้ถือว่าเป็นข้อได้เปรียบทำให้ผลไม้ของไทยนั้นสด และคงคุณภาพได้เป็นอย่างดี
เหนือสิ่งอื่นใดนอกเหนือจากความสัมพันธ์ คือการที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนจีนครบ 50 ครั้ง ซึ่งทาง ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ต้อนรับพระองศ์ท่านอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งพระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนทุกมณฑล พระองค์ท่านถือว่าสร้างความใกล้ชิดกับผู้นำจีน ไปมาหาสู่กันฉันมิตรระหว่างจีน-ไทย ขยายการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมของประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน กระชับความสัมพันธ์ฉันมิตรกับจีนให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น
พื้นฐานสำคัญคือการให้เกียรติซึ่งกันและกันในด้านของการเจรจาการค้าการลงทุน ขณะเดียวกันภูมิประเทศของไทยถือเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ในส่วนนี้ทำให้จีนให้ความสำคัญในเรื่องการลงทุนกับไทย นายพินิจได้พูดคุยกับ นายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทยหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว เชื่อว่าการท่องเที่ยวกำลังที่จะฟื้นฟูหลังโควิด และทำให้รายได้ของประเทศฟื้นตัวขึ้น
หัวใจสำคัญที่อยากจะส่งเสริมคือการท่องเที่ยว ต้องเข้มงวดกวดขันเจ้าหน้าที่ของเราในการอำนวยความสะดวกดูแลนักท่องเที่ยว ไม่เพียงเฉพาะแต่นักท่องเที่ยวจีนเท่านั้น นักท่องเที่ยวทุกคนที่เข้ามาต้องได้รับการปฏิบัติอย่างดียิ่ง เช่นเดียวกับการค้าการลงทุน เท่าที่สัมผัสจีนอยากมาลงทุนที่ไทย เห็นได้จากการจัดงาน “THAIFEX-Anuga Asia 2023” ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมด้านอาหาร ปรากฏว่ามีนักธุรกิจจีนนำสินค้าจากจีนมาเปิดบูธและสั่งสินค้าจากไทย เงินสะพัดหลายแสนล้านบาท

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาเรามักจะพูดว่าสินค้าจากจีนไม่มีคุณภาพ แต่หากไปดูจริง ๆ จะเห็นว่าสินค้าจีนมีคุณภาพ สิ่งสำคัญคือการพัฒนาอินโนเวชั่น รวมถึงเรื่องการศึกษาที่คนจีนให้ความสนใจที่จะมาศึกษาในสถาบันการศึกษาของไทยหลายแห่ง อาทิ ม.หอการค้าไทย, ม.ธุรกิจบัณฑิตย์, ม.กรุงเทพธนบุรี เป็นต้น “ผมมองว่าการคบหาสมาคมกับจีน เราคบหาได้สนิทใจ ทั้งในเรื่องภาษา วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ที่ใกล้เคียงกัน และในอนาคตหากเราเดินไปกับจีน ส่วนตัวมองว่าไม่เสียเปรียบใคร และเป็นผลดีกับไทย แต่ขณะเดียวกันทางฝั่งยุโรปเราก็ให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน” และนั่นคือบทสรุปความสัมพันธ์ไทย-จีนผ่านมุมมอง พล.อ.วิชิต ยาทิพย์.



