สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 9 ก.ย.ว่านพ.เทดรอส แอดนาฮอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ( ดับเบิลยูเอชโอ ) แถลงเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ว่าสถิติของดับเบิลยูเอชโอระบุว่า มีการกระจายวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 บนโลกแล้วประมาณ 5,500 ล้านโดส แต่ประมาณ 80% อยู่ที่กลุ่มประเทศรายได้สูงและรายได้ปานกลาง
Working together @GlobalFund partnership has saved 44 MILLION lives since 2002. But for the first time in Global Fund history, key programmatic results for HIV, TB and malaria declined. #COVID19 is derailing progress. We cannot let that happen. https://t.co/Ex6aEXxKxS pic.twitter.com/qlKYke3fb3
— The Global Fund (@GlobalFund) September 8, 2021
ขณะที่บริษัทผู้ผลิตวัคซีน และประเทศร่ำรวยบางแห่ง "แก้ตัว" ว่ากลุ่มประเทศยากจน "จัดการวัคซีนไม่เป็น" อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กลุ่มประเทศยากจนเผชิญกับการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของโรคมาแล้วหลายครั้ง ในรอบไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น หัด และโปลิโอ ตลอดจนอีกหลายโรค ซึ่งทุกประเทศสามารถจัดการฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนจำนวนมากได้เป็นอย่างดี แต่ด้วยฐานะทางเศรษฐกิจ ทำให้ไม่สามารถ "ทุ่มเงินได้เพียงพอ" สู้กับกลุ่มประเทศร่ำรวย เพื่อแย่งชิงวัคซีนได้
90% of high-income countries have reached the 10% #COVID19 vaccination target; 70%+ have reached the 40% target. Not 1 low-income country has reached either target. This is why I call for a booster moratorium extension until the end of 2021.https://t.co/DGXyAJvD5i #VaccinEquity pic.twitter.com/fU8jejdR0K
— Tedros Adhanom Ghebreyesus (@DrTedros) September 8, 2021
ทั้งนี้ ดับเบิลยูเอชโอยังคงเป้าหมายการให้ทุกประเทศบนโลก ต้องฉีดวัคซีนแก่ประชากร ให้ได้อย่างน้อย 40% ภายในสิ้นปีนี้ แต่การกระจายวัคซีนให้แก่กลุ่มประเทศเป้าหมายหลักในตอนนี้ คือประเทศยากจน ยังคงเป็นปัญหา
WHO has set a target to enable every country to vaccinate at least 40% of the population by the end of this year and deliveries to poorer nations need to be boosted for this to be achieved. https://t.co/sqQyA5A5PJ
— Yahoo News (@YahooNews) September 9, 2021
ในอีกด้านหนึ่ง ดับเบิลยูเอชโอ องค์กรพันธมิตรเพื่อวัคซีน ( กาวี ) กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ ( ยูนิเซฟ ) และกลุ่มพันธมิตรความร่วมมือด้านนวัตกรรมเพื่อรับมือโรคระบาด ( เซปิ ) ออกแถลงการณ์ร่วมกัน ว่าโครงการโคแวกซ์ไม่สามารถส่งมอบวัคซีนได้ตามเป้าหมาย 2,000 ล้านโดสภายในปีนี้ โดยจำเป็นต้องลดเป้ากมายลง 30% มาอยู่ที่ประมาณ 1,425 ล้านโดส จากปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น การที่อินเดียระงับการส่งออกวัคซีน ความขัดข้องที่สายงานการผลิตของแอสตราเซนกา และจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน
ส่วน "การให้คำมั่นอย่างแข็งขัน" เพื่อบริจาควัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของบรรดากลุ่มประเทศร่ำรวยนั้น นพ.เทดรอสทิ้งท้ายว่า "ขออย่าเป็นเพียงสัญญาปากเปล่า" และเน้นย้ำว่า ขอให้ชะลอแผนการฉีดวัคซีนเข็มที่สาม หรือบูสเตอร์ออกไปก่อน.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES
















