สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ว่ามาตรการของกระทรวงพาณิชย์จีน ในการควบคุม การส่งออกแกลเลียมและเจอร์เมเนียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุหายากที่จีนเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ และเป็นส่วนประกอบสำคัญของการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.เป็นต้นไป


ทั้งนี้ การส่งออกแร่ธาตุดังกล่าวทั้งสองชนิด “ต้องมีใบอนุญาต” ขณะที่ผู้รับซื้อหรือปลายทางของการรับแร่ธาตุทั้งสองชนิด “ต้องแสดงเจตจำนงอย่างชัดเจน” โดยรัฐบาลปักกิ่งให้เหตุผลว่า “เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ” อนึ่ง ข้อมูลจากคณะกรรมาธิการยุโรป ( อีซี ) เมื่อปี 2563 ระบุว่า ประมาณ 94% ของแกลเลียมและ 83% ของเจอร์เมเนียม ที่ใช้งานกันอยู่บนโลก ผลิตและส่งออกจากจีน


มาตรการดังกล่าวของรัฐบาลปักกิ่ง น่าจะยิ่งเป็นการยกระดับความตึงเครียด ให้กับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สหรัฐขึ้นบัญชีดำบริษัทหลายแห่งของจีน เพื่อตัดห่วงโซ่จากการเข้าถึงเทคโนโลยีของอเมริกา รวมถึงการผลิตสารกึ่งตัวนำ หรือเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อใช้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อาทิ ชิป


นอกจากนี้ นับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. ที่จะถึง ผู้ประกอบการที่ประสงค์ส่งออกอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน “บางประเภท” ต่อยื่นคำร้องขอใบอนุญาตก่อนเช่นกัน โดยยืนยันว่า มาตรการนี้ “ไม่ได้พุ่งเป้าเจาะจงประเทศใด” แต่ต้องยกระดับมาตรการควบคุม เพื่อป้องปรามไม่ให้ประเทศปลายทางนำโดรนไป “ประยุกต์ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร”


อนึ่ง รายงานโดยซีเอ็นบีซีของสหรัฐ ระบุว่า จีนเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกโดรนเชิงพาณิชย์รายใหญ่ที่สุดของโลก โดยบริษัทดีเจไอของจีนครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 70% ทว่าบริษัทแห่งนี้อยู่ในบัญชีดำการคว่ำบาตรของรัฐบาลวอชิงตัน.

เครดิตภาพ : AFP