เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 1 ก.ย. ที่ ห้องแคทลียา โรงแรมรามาการ์เด้นส์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวหลังเป็นประธานในการจัดกิจกรรม “ความร่วมมือ และการมีส่วนร่วมบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ” เนื่องในวันน้ำโลกประจำปี 2566 ว่า น้ำ เป็นทรัพยากรสำคัญและจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการพัฒนาในทุกมิติ องค์การสหประชาชาติจึงกระตุ้นให้ประชาคมโลกร่วมกันรณรงค์ให้เกิดการฟื้นฟูและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน โดยเร่งการเปลี่ยนแปลง ด้วยการลงมือปฏิบัติเพื่อลดวิกฤติด้านน้ำและสุขาภิบาล ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในทุกมิติ และวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบพลวัต ด้วยความร่วมมือของคณะกรรมการลุ่มน้ำซึ่งเป็นข้อกลางเชื่อมโยงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และการเสริมความเข้มแข็งการร่วมบริหารจัดการทรัพยากรน้ำตั้งแต่ระดับชุมชน พร้อมกับการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ผนวกกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงและใช้น้ำที่มีคุณภาพ อย่างพอเพียงและเท่าเทียม ลดความเสียหายจากภัยพิบัติ เกิดความสมดุลและยั่งยืนในลักษณะลุ่มนํ้าอย่างเป็นระบบ และในวาระครึ่งทศวรรษแห่งการร่วมลงมือปฏิบัติของทุกประเทศ เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านน้ำในปีนี้

รัฐบาลยืนยันเจตนารมณ์และความพร้อมเดินหน้าไปกับประเทศสมาชิกในการประกาศคำมั่นโดยสมัครใจ ร่วมเร่งการเปลี่ยนแปลงด้านน้ำตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีส่วนร่วม ให้ประสบความสำเร็จภายในปี 2030 และพร้อมรับข้อเสนอแนะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับหน่วยงานและองค์กรด้านน้ำของประเทศสมาชิก เพื่อเพิ่มอัตราเร่งของพัฒนาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการ สทนช. กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมในวันนี้ เป็นการแสดงผลการดำเนินงานของหน่วยงานและองค์กรภาคีเครือข่ายด้านน้ำ ที่สำเร็จได้ด้วยความร่วมมือของภาครัฐและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม การแลกเปลี่ยนแนวคิดและการขับเคลื่อนความร่วมมือการใช้น้ำอย่างประหยัดของภาครัฐ ภาคการศึกษาวิจัย ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม และการแสดงพลังเยาวชนในการขับเคลื่อนการพัฒนาน้ำดื่มน้ำใช้ที่ได้มาตรฐาน และการใช้น้ำอย่างประหยัด ร่วมกับสถานศึกษาและชุมชน และด้วยความร่วมมือของหน่วยงานและองค์กรภาคี ผนวกกับการมีส่วนร่วมของเครือข่ายบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ จะส่งผลให้เกิดการขยายแนวร่วมลงมือปฏิบัติที่มีความเข้มแข็ง เร่งการเปลี่ยนแปลงการจัดการน้ำและสุขาภิบาลของประเทศตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การแสดงนิทรรศการของหน่วยงานและองค์กรด้านน้ำ การเสวนาแลกเปลี่ยนแนวคิดการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐและภาคประชาสังคม และการนำเสนอการร่วมบริหารจัดการน้ำของเยาวชน 4 ภูมิภาคของประเทศ เป็นต้น.