เมื่อวันที่ 13 ก.ย. ที่ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการ กทม.1 (เสาชิงช้า) พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรการบริหารจัดการการให้วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กทม. ครั้งที่ 15/2564 โดยมี คณะอนุกรรมการฯ ร่วมประชุมผ่านระบบทางไกล

ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการบริหารจัดการวัคซีนไฟเซอร์ สำหรับเด็กอายุ 12-17 ปี กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียน นักศึกษาที่ศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช./ปวส.) หรือเทียบเท่า ซึ่งคาดว่าในพื้นที่กรุงเทพฯ จะมีกลุ่มเป้าหมายในสถานศึกษาทุกสังกัด ประมาณ 400,000 คน แบ่งกลุ่มเป้าหมายการให้วัคซีนเป็น 2 ระยะ ประกอบด้วย ระยะแรก นักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 หรือ ปวช./ปวส. และระยะต่อไป คือ นักเรียนในระดับชั้นอื่น

โดยกระทรวงสาธารณสุขจะเป็นผู้ควบคุมบริหารจัดการทั้งหมด ในส่วนของ กทม.จะสำรวจกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งผู้ปกครองต้องให้ความยินยอมในการรับวัคซีน จากนั้นจะจัดทำแผนจัดสรรและช่วงเวลาในการรับวัคซีน นอกจากนี้ สถานศึกษาต้องเร่งประสานสถานพยาบาลเพื่อให้บริการวัคซีน พร้อมชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้ปกครองกลุ่มเป้าหมาย และแจ้งจำนวนนักเรียนที่จะเข้ารับวัคซีนโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ ได้ตั้งข้อสังเกตให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระมัดระวังการควบคุมคุณภาพวัคซีนเนื่องจากวัคซีนไฟเซอร์จะต้องจัดเก็บในอุณหภูมิที่กำหนด โดยให้จัดระบบการบริหารจัดการที่ชัดเจน หากเป็นการฉีด ณ สถานพยาบาล คาดว่าจะไม่มีปัญหา แต่หากเป็นการนำออกไปฉีด ณ โรงเรียน ต้องเป็นการฉีดในที่ร่มและไม่มีแสงแดด เพื่อให้วัคซีนยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้ดี รวมทั้งให้เร่งจัดการระบบการฉีดให้แล้วเสร็จภายในเดือนนี้ เพื่อให้นักเรียนกลุ่มเป้าหมายแรกได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มก่อนเปิดเทอม

นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการฯ ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามรายงานทางวิชาการเกี่ยวกับผลข้างเคียงของวัคซีนไฟเซอร์ และให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครองและเด็กนักเรียนในการดูแลตนเองอย่างถูกต้อง อาทิ การงดออกกำลังกายหนักภายหลังรับวัคซีน รวมทั้งเตรียมพร้อมสถานพยาบาลในการดูแลหากมีผู้ได้รับผลข้างเคียงจากการรับวัคซีนไฟเซอร์

ทั้งนี้ สำหรับแผนการให้วัคซีนเดือนก.ย.ในสถานพยาบาลจะเป็นการให้บริการสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป กลุ่มผู้มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค และกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ โดยในกลุ่มของหญิงตั้งครรภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับน้อมเกล้าฯ ถวายวัคซีนซิโนฟาร์มจากผู้แทนสภากาชาดจีน จำนวน 100,000 โด๊ส เพื่อใช้ในกิจการของสภากาชาดไทย และสภากาชาดไทยได้จัดสรรให้กรุงเทพมหานคร เพื่อให้บริการกับหญิงตั้งครรภ์และสามี จำนวน 10,000 โด๊ส โดยจะเร่งประชาสัมพันธ์และจัดฉีดให้แก่กลุ่มเป้าหมายต่อไป

ในส่วนของการฉีดวัคซีนในหน่วยความร่วมมือ ไทยร่วมใจฯ ทั้ง 25 แห่ง ได้รับการจัดสรรวัคซีนจำนวน 120,000 โด๊ส เพื่อให้บริการแก่ประชาชนที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไป ในวันที่ 14–15 ก.ย.นี้ ซึ่งเป็นประชาชนที่ได้ลงทะเบียนล่วงหน้าเมื่อวันที่ 9-11 ก.ย.ที่ผ่านมา จะทำการฉีดตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข ให้กับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ควบคุมเข้มงวดสูงสุด เข็มที่ 1 เป็น Sinovac และเข็มที่ 2 เป็น AstraZeneca เพื่อให้การฉีดเข็มที่ 2 สามารถทำได้เร็วขึ้น.