นายพัลลภ ไทยอารี ประธานองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก(พ.ส.ล.) และอธิการบดีมหาวิทยาลัยพุทธโลก (ม.พ.ล.) กล่าวว่า จากการประชุมกรรมการและที่ปรึกษาม.พ.ล.เมื่อเร็วๆนี้ โดยมีสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรรมการมหาเถรสมาคม(มส.) ในฐานะนายกสภาม.พ.ล. เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยกรรมการ ที่ปรึกษา ผู้แทนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ผู้แทนกรมการศาสนา ร่วมประชุม และให้ข้อคิดเห็น ทั้งเสนอแนะแนวทางการบริหาร และกิจกรรมการดำเนินงาน เพื่อยกระดับม.พ.ล.ให้เป็นที่รู้จัก ซึ่งในอดีตมีบางคนคิดว่า ม.พ.ล.เป็นมหาวิทยาลัยเถื่อน จึงปฏิเสธที่จะร่วมงานหรือให้ความร่วมมือ แต่ในความเป็นจริงแล้วพ.ส.ล.มีมติตั้งม.พ.ล.ในการประชุมใหญ่ครั้งที่ 20 ที่นิวส์เซาธ์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ในวันที่ 29 ต.ค.-2 พ.ย.2541จากนั้นเสนอกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เพื่อจัดตั้งศูนย์อำนวยการ ม.พ.ล.ที่ประเทศไทย เพื่อเป็นสังฆราชานุสรณ์ ครบ 7 รอบ 84 พรรษา สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร จากนั้นศธ.ได้ขอมติครม.ให้ตั้งศูนย์อำนวยการขึ้นในประเทศไทย โดยครม.ให้ความเห็นชอบตามที่เสนอม.พ.ล.จึงตั้งโดยมีมติ ครม.รองรับ

นายพัลลภ กล่าวต่อไปว่า สถานะม.พ.ล.เหมือนกับ UN University คือ ทำวิจัยเสนอองค์การสหประชาชาติ (UN) แต่ปัญหาของม.พ.ล. คือ งบประมาณจากภาครัฐที่จัดสรรให้น้อยไม่เพียงพอกับกิจกรรม ขณะที่พ.ส.ล.ก็ไม่มีงบฯสนับสนุนจากภาครัฐ ทำให้บุคคลากรมีจำกัด งบฯรายจ่ายที่จำเป็นอื่นๆ ส่วนมากได้รับการสนับสนุนจากภาคีสมาชิกจากต่างประเทศ ส่วนผู้ทำงานมาด้วยจิตอาสา ดังนั้นหากขาดการสนับสนุนจากภายในประเทศ ไม่แน่ว่าที่ตั้งสำนักงานใหญ่ พ.ส.ล.อาจจะต้องย้ายไปที่อื่นที่มีกำลังสนับสนุน เช่นในประเทศญี่ปุ่น ที่แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ มีการเปิดนาลันทามหาวิหารเมื่อเร็วๆนี้ ซึ่งอาจจะส่งผลให้ไทยสูญเสียความเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาแห่งโลกได้ ดังนั้นที่ประชุมจึงเสนอความเห็นเพื่อแก้ปัญหาการเงิน โดยให้ พ.ส.ล.และ ม.พ.ล.คิดนอกกรอบ ทำกิจกรรรมพิเศษ ส่วน ม.พ.ล.ขอที่ตั้งที่พุทธมณฑล จัดการสอนระดับปริญญาเอก หรือการแพทย์ น่าจะมีทางสร้างรายได้มาสนับสนุนองค์กรได้ แต่ พ.ส.ล.และม.พ.ล.ต้องชัดเจนเรื่องวิสัยทัศน์ เป้าหมายและนโยบาย โดยหลังจากนี้จะนัดหารือกับผู้เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดวิธีปฎิบัติรวมทั้งการดำเนินงานต่อไป



