สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงเรคยาวิก ประเทศไอซ์แลนด์ เมื่อวันที่ 24 ต.ค. ว่า การผละงานประท้วงตามแผนดังกล่าว ถือเป็นการนัดหยุดงานของผู้หญิงชาวไอซ์แลนด์ แบบเต็มวันเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 2518 โดยพวกเธอ และประชาชนที่ไม่ระบุเพศ จะปฏิเสธงานทุกอย่าง ทั้งที่ได้รับค่าจ้าง และไม่ได้รับค่าจ้าง ในวันนี้ (24 ต.ค.)
“ฉันจะไม่ทำงานในวันนี้ และฉันคาดว่าผู้หญิงทุกคนในคณะรัฐมนตรี ก็จะทำแบบเดียวกัน” ยาคอปสโตว์ทีร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลของเธอกำลังพิจารณาว่า อาชีพที่มีผู้หญิงเป็นหลัก มีคุณค่าอย่างไร เมื่อเทียบกับสาขาอาชีพที่มีผู้ชายเป็นหลักตามธรรมเนียม
ตามข้อมูลของสหภาพครูไอซ์แลนด์ ครูส่วนใหญ่ในระบบการศึกษาทุกระดับของประเทศเป็นผู้หญิง ขณะที่บุคลากรประมาณ 80% ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งชาติไอซ์แลนด์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ก็เป็นผู้หญิงเช่นกัน
Iceland's PM to strike over gender pay gap https://t.co/Q17x7kMxpR
— BBC News (World) (@BBCWorld) October 23, 2023
แม้สภาเศรษฐกิจโลก “เวิลด์ อีคอนอมิก ฟอรัม” (ดับเบิลยูอีเอฟ) จัดอันดับให้ไอซ์แลนด์เป็นประเทศดีที่สุดในโลก ในด้านความเท่าเทียมทางเพศ เป็นเวลา 14 ปีติดต่อกัน ทว่าประเทศนี้ไม่ได้มีความเสมอภาคโดยสมบูรณ์ อีกทั้งในด้านการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ ไอซ์แลนด์อยู่อันดับที่ 14 ของโลก ซึ่งต่ำกว่าหลายประเทศ เช่น ไลบีเรีย จาเมกา และนอร์เวย์
เมื่อปี 2518 แรงงานหญิงของไอซ์แลนด์ประมาณ 90% ผละงานประท้วง เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของผู้หญิงต่อเศรษฐกิจ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้รัฐสภาของประเทศ ต้องผ่านกฎหมายค่าจ้างเท่าเทียมในปีถัดมา
ขณะที่ นางวิกติส ฟินปอกาโตว์ทีร์ อดีตประธานาธิบดีของไอซ์แลนด์ กล่าวกับสำนักข่าวบีบีซี ในปี 2558 ว่า การสไตรก์ในปี 2518 ถือเป็น “ก้าวแรกของการปลดปล่อยสตรีในไอซ์แลนด์” และปูทางให้เธอกลายเป็นผู้หญิงคนแรกของโลก ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้นำประเทศตามระบอบประชาธิปไตย เมื่อปี 2523.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



