นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมว.วัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า วธ.ได้เป็นเจ้าภาพร่วมกับสมาคมอินเดียแห่งประเทศไทย และองค์การทางศาสนา และภาครัฐอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง กำหนดจัดงานเพื่อเฉลิมฉลอง “เทศกาลดิวาลีเฟสติวัล” ประจำปี พ.ศ. 2566 โดยช่วงแรกวันที่ 10-12 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่ห้างสรรพสินค้าเอ็มควอเทียร์ ชั้น G เพื่อนำเสนอเทศกาลดิวาลีในมิติวัฒนธรรม ส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่าน Soft Power อินเดียในประเทศไทย ซึ่งเป็นการรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ของคนไทยเชื้อสายอินเดีย ประกอบด้วยกิจกรรมการแสดงแนวภารตะ แสง สี เสียงตระการตา การแสดงแฟชั่นโชว์และหลากหลายการแสดงเชิงพหุวัฒนธรรม การจัดจำหน่ายอาหารคาวหวาน และสินค้าแนวอินเดีย เอเชียใต้กว่า 60 ร้านค้า และช่วงที่สองวันที่ 17-19 พ.ย. 2566 ที่คลองโอ่งอ่าง ถนนพาหุรัด เขตพระนคร กรุงเทพฯ โดยได้รับความร่วมมือจากสมาคมฮินดูสมาช สมาคมฮินดูธรรมสภา และสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา จัดแสดงนิทรรศการเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ในมิติศาสนาของทั้งศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกข์ เพื่อสนับสนุนส่งเสริมองค์การทางศาสนาให้ร่วมดำเนินงานส่งเสริมเผยแพร่ความรู้ด้านศาสนา และกิจกรรมในมิติศาสนาตามความเชื่อ ได้แก่ การบูชาองค์เทพของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ลานกิจกรรมจุดประทีปในสวนแห่งศรัทธาตามหลักศาสนาเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลดิวาลี นิทรรศการเผยแพร่องค์ความรู้ทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกข์ และกิจกรรมเส้นทางท่องเที่ยวในศาสนสถานย่าน Little India รวมถึงการร่วมอุดหนุนสินค้ากระตุ้นเศรษฐกิจ กว่า 100 ร้านค้า ชมศิลปะการแสดงภารตะในเชิงพหุวัฒนธรรม รวมถึงมหกรรมสินค้านานาชนิดจากผู้ประกอบการสะพานเหล็ก

รมว.วัฒนธรรม กล่าวต่อไปว่า สำหรับ “เทศกาลดิวาลี” คือ ประเพณีปีใหม่ของชาวฮินดูที่เก่าแก่ ซึ่งตรงกับวันอมาวัสยา หรือวันเดือนดับในเดือน 8 ตามระบบปฏิทินฮินดู จัดขึ้นเพื่อทำการบูชาขอพรพระแม่ลักษมี เทวีแห่งโชคลาภ ทรัพย์สิน เงินทอง และพระพิฆเนศ เทพเจ้าแห่งความสำเร็จ ในวันดังกล่าวชาวฮินดูจะทำการบูชาองค์เทพด้วยแสงไฟจากตะเกียงประทีป โดยจุดให้สว่างตลอดวันตลอดคืน เพื่อขอให้ประทานพรแก่ผู้สักการบูชา นอกจากนี้ยังเป็นการเฉลิมฉลองตามตำนานคัมภีร์รามายณะ ซึ่งมีตำนานว่าเมื่อพระรามสู้รบกับเหล่าอสูรจนมีชัยแล้วก็ได้เดินทางกลับมาสู่อาณาจักรอโยธยาในคืนเดือนมืด จึงเฉลิมฉลองชัยชนะด้วยไฟกันทั่วทั้งอาณาจักรอโยธยา เพื่อนำทางทัพพระรามกลับสู่อาณาจักร ด้วยเหตุนี้ เทศกาลดิวาลี จึงเป็นเทศกาลแห่งแสงสว่าง แสงไฟ และความรื่นเริง มีการจุดประทีปเป็นสัญลักษณ์การเฉลิมฉลองชัยชนะของคุณงามความดีที่มีต่อความชั่วร้าย และแสงสว่างที่อยู่เหนือความมืดมน ผู้คนนิยมแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าใหม่ ๆ มีการจุดตะเกียงเพื่อให้เกิดความสว่างไสวไปทั้งบ้าน รวมถึงการชำระปัดกวาดสถานที่ให้สะอาด เพื่อเตรียมรับสิ่งดี ๆ ให้เข้ามาในบ้านเรือน ในขณะที่ผู้ที่นับถือศาสนาซิกข์ก็จะเฉลิมฉลองเทศกาลดิวาลีด้วยเหตุผลความเชื่อที่ต่างไป โดยจะเรียกว่าวัน “บัณดิ โชรฺ ดิวัส” หรือวันปลดปล่อยเพื่ออิสรภาพและสิทธิอันเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นวันที่คุรุ ฮัร โควินท์ ซาฮิบ ศาสดาองค์ที่ 6 ของศาสนาซิกข์ ได้รับการปลดปล่อยจากการจองจำของจักรวรรดิโมกุล โดยศาสนิกชนชาวซิกข์จะมีการทำพิธีสวดอัรดาส และสวดกีรตันขอพรร่วมกันที่คุรุดวาราศาสนสถานในศาสนาซิกข์