ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ เปิดเผยในงานเสวนาทางวิชาการ เรื่อง“เมื่อโลกร้อน ทะเลเดือด ภาคการประมงจะอยู่รอดอย่างไร” ว่า สภาวะโลกร้อน จะยังคงอยู่กับเราไปอีกนาน เพราะปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศยังไม่ลดลง และถึงแม้จะลดลง แต่การที่ธรรมชาติจะฟื้นฟูให้กลับเหมือนเดิมคงจะต้องใช้เวลานานมาก ผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนต่อมนุษย์เริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะภัยธรรมชาติที่เกิดบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้นและไม่ได้เป็นไปตามรูปแบบเดิม ๆ ทำให้พยากรณ์ไม่ได้ ความสูญเสียจึงเกิดรุนแรง ยกตัวอย่างการเกิดเฮอริเคนขนาดใหญ่ในมหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อเดือนตุลาคมปีนี้ ซึ่งแต่เดิมก่อตัวเป็นพายุธรรมดา แต่เมื่อเคลื่อนที่เข้าใกล้ฝั่งกระทบกับน้ำทะเลที่มีอุณหภูมิสูง จึงกลายเป็นพายุเฮอริเคนขนาดใหญ่โดยไม่คาดฝัน ทั้งเปลี่ยนทิศทางและเข้าถึงเมืองชายฝั่งของเม็กซิโกก่อนเวลาที่ทำนายไว้ ทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง
นอกจากนั้นปัญหาระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเนื่องจากโลกร้อนก็เป็นเรื่องที่จะก่อให้เกิดผลกระทบแน่นอน โดยคาดว่าในส่วนของเมืองใหญ่ที่สำคัญทางเศรษฐกิจเช่นกรุงเทพ รัฐบาลคงจะยอมลงทุนทำกันการป้องกัน เช่นโดยการสร้างเขื่อน แต่สถานที่ห่างไกล ที่เคยเป็นพื้นที่การเกษตรและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอาจจะหายไป ควรมีการศึกษาและมีแผนรองรับ ภาวะน้ำทะเลเป็นกรดก็น่าจะเกิดผลกระทบกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างแน่นอน
ผศ.ดร.ธรณ์ ยังได้กล่าว ถึงความเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติที่ค่อนข้างแน่ใจว่าเกิดขึ้นเพราะสภาวะโลกร้อน เช่นหญ้าทะเลผืนใหญ่ที่เคยไปสำรวจ กลับหายไปหมดภายในเวลาเพียง 4 ปี อีกตัวอย่างหนึ่งคือปะการังที่เกาะมัน ซึ่งเป็นแหล่งที่มีการรบกวนโดยมนุษย์น้อยที่สุด แต่ในปัจจุบันได้เกิดการตายหายไปเกิน 80% ข้อมูลเหล่านี้ยังศึกษากันน้อย สรุปว่าภัยจากโลกร้อน รุนแรงกว่าที่เราคิด เราควรตระหนักและหาทางแก้ไข โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ซึ่งจะมีชีวิตอยู่กับความเสี่ยงนี้ไปอีกยาวนาน
รศ.ดร.ประพันธ์ศักดิ์ ศีรษะภูมิ อาจารย์ประจำภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทยที่พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ แต่ในปัจจุบันอยู่ในภาวะถดถอย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้ง แม้ในสัตว์น้ำชนิดที่ประเทศไทยทำได้ดี เช่นปลานิล ทำได้ดีที่สุดคือผลผลิตเท่าเดิม ในขณะที่หลาย ๆ ประเทศผลิตได้มากขึ้นหลายเท่าตัว สาเหตุหนึ่งก็คือสภาวะโลกร้อน โดยมีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม การที่สัตว์น้ำจะได้รับผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนมากกว่าสัตว์บก เพราะสัตว์น้ำเป็นสัตว์เลือดเย็น ร่างกายไม่สามารถปรับสมดุลย์ตามอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงได้ การที่สภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง เช่นร้อน หรือหนาวผิดปกติเป็นระยะเวลานาน ภูมิคุ้มกันของสัตว์น้ำลดลง โรคระบาดจะทวีความรุนแรงมากขึ้น และเกิดบ่อยขึ้น
สภาวะโลกร้อนมีผลให้เชื้อบางตัวที่ไม่เคยเป็นอันตราย กลับเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำได้ ประกอบกับในปัจจุบันการเลี้ยงสัตว์น้ำ จะเลี้ยงอย่างหนาแน่น เต็มความสามารถในการรองรับของธรรมชาติอยู่แล้ว เมื่อเกิดสภาพไม่เหมาะสมแม้เพียงเล็กน้อย ก็จะเกิดผลรุนแรง อย่างไรก็ตามหากเกษตรกรใช้ความรู้ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมาจัดการบ่อเลี้ยงก็จะทำให้ปัญหาผ่อนคลายไปได้ระดับหนึ่ง รศ.ดร.ประพันธ์ศักดิ์ ยกตัวอย่างว่าเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นผิดปกติ เช่นอุณหภูมิน้ำสูงกว่าปกติ (เช่นสูงกว่า 28 องศา) สัตว์น้ำจะกินอาหารมากขึ้น เกษตรกรควรรู้เท่าทัน โดยจำกัดการให้อาหาร เพราะถ้าให้อาหารมากตามความต้องการ ปลาอาจตายทั้งบ่อได้ น
นอกจากนี้การเพาะเลี้ยงยังทำในที่เปิดเมื่อเกิดภาวะน้ำท่วมหรืออุณหภูมิสูงจะเกิดผลกระทบโดยตรง การที่ฝนตกติดต่อกันนาน แพลงก์ตอนไม่ได้รับแสงก็จะไม่สร้างออกซิเจน ทำให้บ่อขาดออกซิเจน ถ้าอุณหภูมิสูงเกิน 33 องศา แพลงก์ตอนก็ไม่สังเคราะห์แสง ทำให้ปลาขาดออกซิเจน ปลาตายยกบ่อ หากเกษตรกรมีเครื่องให้อากาศก็จะช่วยแก้ปัญหาได้ ในภาพรวมทางออกของปัญหาโลกร้อน คือ การปรับปรุงพันธุ์ปลาให้ทนต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง หรือทนโรค นอกจากนั้นเกษตรกรต้องจัดการการให้อาหารให้เหมาะสม โดยปกติพบว่าเกษตรกรให้อาหารเกินกว่าความจำเป็น 10-15% การดูแลคุณภาพน้ำที่สำคัญเช่นการให้อากาศ ต้นทุนเพิ่มมาเพียงเล็กน้อยแต่ลดความเสี่ยงที่ปลาจะตายเนื่องจากการขาดออกซิเจน การเติมปูนสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณสมบัติน้ำไม่เปลี่ยนแปลงรุนแรง มีการเตรียมบ่ออย่างถูกหลักวิชา และต้องมีการจัดการสุขภาพ เช่นการให้ วัคซิน การใช้อาหารเสริม การให้เกลือในบ่อเลี้ยงปลาน้ำจืด



