นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้จัดทำโครงการสำมะโนการเกษตร พ.ศ. 2566 ซึ่งเป็นสำมะโนการเกษตรของประเทศไทย ครั้งที่ 7 เก็บข้อมูลจากเกษตรกรที่เป็นผู้ถือครองทำการเกษตรทุกรายในทุกพื้นที่ของประเทศ เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาประมวลผล และนำเสนอผลข้อมูลสถิติ สำหรับใช้อธิบายสถานการณ์การทำการเกษตรของประเทศ เพื่อทำให้ทราบโครงสร้าง การเกษตรของประเทศและการเปลี่ยนแปลงในรอบ 10 ปี นอกจากนี้ ข้อมูลดังกล่าว ยังใช้อ้างอิงในการกำหนดนโยบายมาตรการติดตามและประเมินผลการพัฒนาการเกษตรของประเทศ รวมทั้งใช้วางแผนพัฒนาการเกษตรและประชากรในภาคการเกษตรของประเทศด้วย
โดยข้อมูลสำมะโนการเกษตร พ.ศ. 2566 พบว่า ประเทศไทยมีเกษตรกรที่เป็นผู้ถือครองทำการเกษตร จำนวน 8.7 ล้านราย (37.5% ของครัวเรือนทั้งประเทศ) และมีเนื้อที่ถือครองทำการเกษตรทั้งสิ้น 142.9 ล้านไร่ (44.5% ของเนื้อที่ทั้งประเทศ) โดยผู้ถือครองทำการเกษตร มีเนื้อที่ถือครองเฉลี่ย 16.4 ไร่ต่อราย นอกจากนี้ยังพบว่า มีครัวเรือนผู้รับจ้างทำการเกษตร หรือครัวเรือนลูกจ้างเกษตร ทั้งสิ้นกว่า 2.5 แสนครัวเรือน โดยผู้ถือครองทำการเกษตร เป็นผู้ปลูกพืชมากที่สุดกว่า 8.0 ล้านราย (92.1%) ซึ่งในจำนวนนี้มี 15.2% ที่มีการทำกิจกรรมการเกษตรประเภทอื่นร่วมกับการปลูกพืชด้วย เช่น เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่น้ำจืด หรือทำนาเกลือสมุทร
นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า เนื้อที่ถือครองทำการเกษตรของประเทศไทย เกือบครึ่งหนึ่ง (46.2%) เป็นที่ปลูกข้าว รองลงมาคือ ที่ปลูกพืชไร่ (23.4%) ที่ปลูกยางพารา (19.0%) ที่ปลูกพืชยืนต้น ไม้ผล สวนป่า (8.4%) และที่ปลูกพืชผัก สมุนไพร และไม้ดอก ไม้ประดับ (0.5%) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีจำนวนผู้ถือครองและเนื้อที่ถือครองทำการเกษตรมากที่สุด คือ 4.1 ล้านราย และ 67.0 ล้านไร่ ตามลำดับ รองลงมาคือภาคเหนือ 1.9 ล้านราย และ 32.7 ล้านไร่ ภาคใต้ 1.6 ล้านราย และ 20.9 ล้านไร่ ส่วนภาคกลางมีผู้ถือครองทำการเกษตรน้อยที่สุด 1.2 ล้านราย และมีเนื้อที่ถือครอง 22.3 ล้านไร่
อย่างไรก็ตาม ผู้ถือครองทำการเกษตรส่วนใหญ่ถือครองที่ดินขนาดเล็ก พบผู้ที่มีเนื้อที่ถือครองทำการเกษตรน้อยกว่า 20 ไร่ มีสูงถึง 65.4% สำหรับหนี้สินในภาคการเกษตรนั้น พบว่า ผู้ถือครองทำการเกษตร 74.3% มีหนี้สิน โดยผู้ถือครองทำการเกษตรบางส่วน มีจำนวนหนี้สินค้างชำระมากกว่ารายได้จากมูลค่าผลผลิตการเกษตรเกือบเท่าตัว
“ผลสำรวจได้สะท้อนปัญหาจากผู้ถือครองทำการเกษตร พบว่า 73.5% รายงานว่ามีปัญหาในการประกอบการเกษตร โดยปัญหาที่พบมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ราคาปัจจัยการผลิต ได้แก่ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง น้ำมันเชื้อเพลิง สูงขึ้นมาก 2. ฝนแล้งหรือขาดแหล่งน้ำ 3. ราคาผลผลิตตกต่ำ ผลผลิตล้นตลาด 4. ได้ผลผลิตน้อยเกินไป และ 5. น้ำท่วม โคลนถล่ม พายุ ทางกระทรวงดีอีจะเร่งส่งเสริมการยกระดับเกษตรไทย ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทั้งปริมาณและคุณภาพที่อาศัยเทคโนโลยี เช่น โดรน ไอโอที รวมถึงแพลตฟอร์มต่างๆ ต่อไป” นายประเสริฐ กล่าว



