เมื่อวันที่ 25 ม.ค. ในช่วงบ่าย ที่รัฐสภา การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เข้าสู่วาระการพิจารณาญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการถ่ายโอนหน้าที่การให้บริการไฟฟ้า ที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกิจการไฟฟ้าสวัสดิการกองทัพ ไปอยู่ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง รวมถึงการถ่ายโอนธุรกิจต่างๆ ของกองทัพ ไปอยู่ในความดูแลของรัฐบาล ตามที่ น.ส.เบญจา แสงจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อ เป็นผู้เสนอ
โดย น.ส.เบญจา กล่าวว่า ขอเปิดแหล่งขุมทรัพย์กองทัพที่เป็นความมั่งคั่งของนายพลหลายคนจนมีบัญชีทรัพย์สินหลายร้อยล้านบาท ขุมทรัพย์กองทัพที่เป็นเส้นทางเศรษฐีนายพลคือ 1.ที่ราชพัสดุ กองทัพมีที่ดินราชพัสดุทั่วประเทศ 7.5 ล้านไร่ และธุรกิจอื่นๆ เช่น สนามมวย สนามกอล์ฟ สนามม้า นำที่ดินกองทัพไปจัดสรรให้กำลังพลซื้อบ้าน ใครจะร่วมโครงการกู้เงินซื้อบ้านต้องมีผู้บังคับบัญชาเซ็นให้ ผู้ได้ประโยชน์จากการเอาที่ดินรัฐไปให้กำลังพลคือ ผู้บังคับบัญชาที่สูบเลือดสูบเนื้อจากชั้นผู้น้อย 2.บอร์ดรัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง มีทหารมาเป็นจำนวนมาก ทั้งที่ไม่ตรงความชำนาญทหาร ทั้งบอร์ดรถไฟ ท่องเที่ยว ปตท. ธนาคาร บางคนเป็นบอร์ดหลายแห่ง งานสบาย ได้เงินหลายตำแหน่ง ไม่เคยตรวจสอบได้ 3.งบกระทรวงกลาโหมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีหน่วยใดตรวจสอบได้ เป็นต้นเหตุทุจริต มีเงินทอนซื้ออาวุธ มีการตั้งบริษัทของทหารรับงานในกองทัพ 4.คลื่นวิทยุโทรทัศน์กองทัพ 205 คลื่น มากสุดในประเทศ ได้เงินมหาศาล แต่ไม่เคยเปิดเผยเงินค่าเช่าคลื่น ขณะที่ค่าเช่าโครงข่ายทีวีดิจิทัล ททบ.5 ได้ค่าเช่าโครงข่าย 1,008 ล้านบาทต่อปี เป็นเสือนอนกิน รับรายได้จากคลื่นวิทยุโทรทัศน์มหาศาล 5.ขุมทรัพย์ธุรกิจพลังงาน ทั้งน้ำมัน ไฟฟ้า โซลาร์ฟาร์ม ที่กองทัพมีกิจการเป็นของตัวเอง

ด้านนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายตอนหนึ่งว่า ธุรกิจกองทัพไม่ใช่หน้าที่ทหาร ไม่เกี่ยวกับความมั่นคงประเทศ แต่เป็นกลไกให้กองทัพมาพัวพันกับการเมืองและเศรษฐกิจในลักษณะรัฐซ้อนรัฐ เป็นแหล่งรายได้นอกระบบของนายพล เป็นวัฒนธรรมสกปรกที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ขาดความโปร่งใส แม้แต่องค์กรอิสระก็น้ำท่วมปาก ธุรกิจกองทัพเป็นส่วนหนึ่งที่บ่อนทำลายความมั่นคงประเทศ ผลการประเมินดัชนี Government Defence Integrity Index 2020 (จีดีไอ) เป็นดัชนีชี้วัดคอร์รัปชั่นกองทัพและหน่วยงานความมั่นคง ไทยถูกประเมินอยู่ระดับเสี่ยงมาก ประชาชนเข้าไม่ถึงงบประมาณกองทัพ สะท้อนว่า กองทัพปัจจุบันขาดสำนึกว่า เงินที่ใช้จ่ายทุกวันนี้คือภาษีประชาชน ไม่เคยให้ความร่วมมือผู้ตรวจการแผ่นดิน และ กมธ.ทหาร
“เดี๋ยวจะรู้ว่า ประธาน กมธ.ทหารชื่อวิโรจน์ จะจัดการกับ รมว.กลาโหม ชื่อสุทิน คลังแสง อย่างไร หลายครั้งกองทัพไม่ให้ข้อมูล กมธ.ทหาร ผมจะส่งหนังสือถึงนายสุทิน ให้เร่งส่งข้อมูลมาที่ กมธ.ทหาร จะมีเส้นตายเพื่อยืนยันว่า หากยังไม่ส่งมา นายสุทินมีเจตนาไม่ให้ความร่วมมือ ไม่ต้องห่วง เจออภิปรายไม่ไว้วางใจแน่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เคยรู้หรือไม่ งบกระทรวงกลาโหมถูกยกเว้นการรายงานตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ต่างจากกระทรวงอื่น ประชาชนไม่รู้ว่า ธุรกิจกองทัพมีรายได้เท่าไร อย่าบอกแค่ อุ๊ย! รับไม่ได้ เพราะประชาชนรับไม่ได้มานานแล้ว จึงขอสนับสนุนตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางในการคืนธุรกิจกองทัพให้รัฐบาล” นายวิโรจน์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังอภิปรายเสร็จสิ้น ที่ประชุมเห็นพ้องกันให้ตั้ง กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการถ่ายโอนธุรกิจกองทัพ ไปอยู่ในความดูแลของหน่วยงานอื่นหรือย้ายไปอยู่หน่วยงานอื่น จำนวน 25 คน ขึ้นมาพิจารณาญัตติดังกล่าว โดยพรรคก้าวไกล เสนอชื่อนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ร่วมเป็น กมธ.วิสามัญฯ ในชุดดังกล่าวด้วย มีระยะเวลาพิจารณา 90 วัน.



