นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังลงพื้นที่จังหวัดปัตตานี เพื่อติดตามปัญหาของโครงการโคบาลชายแดนใต้ ภายใต้งบประมาณกว่า 1,500 ล้านบาท ซึ่งกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวในจังหวัดปัตตานี ทีมีกลุ่มทั้งหมด 16 กลุ่ม ได้รับการสนับสนุนเงินกู้ยืมจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร จัดหาแม่โคพื้นเมือง จำนวน 50 ตัว ตัวละไม่เกิน 17,000 บาท รวมเป็นเงิน 850,000 บาท รวมถึงค่าก่อสร้างโรงเรือน กลุ่มละ 350,000 บาท ว่า ตั้งใจมาดูข้อเท็จจริงปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งในทางที่ถูกต้องนั้น ในวันที่ส่งมอบจะต้องทำเอกสารให้ครบสมบูรณ์ เพื่อให้เกษตรมีความมั่นใจว่าวัวที่มานั้นมีสภาพดี ถูกสุขลักษณะ ตามคุณสมบัติที่ทางปศุสัตว์ได้กำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจโรค หรือน้ำหนักวัว โดยวันส่งมอบนั้นความพร้อมจะต้องมีให้กับผู้เลี้ยงวัว ซึ่งหลังจากนี้ไปจะต้องมีการแก้ไขต่อไป
สำหรับการเยียวยาเบื้องต้นแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงวัว ได้มีการให้ปศุสัตว์นำหญ้าแห้งไปแจกจ่ายในแต่ละกลุ่ม อย่างน้อยกลุ่มละ 50 ก้อน ส่วนเรื่องวัวไม่ตรงสเปกนั้น ได้มีการหารือกันแล้ว ถ้าจะเดินหน้าโครงการต่อ ทุกฝ่ายจะต้องมาพูดคุยกัน ซึ่งในเงื่อนไขต่างๆ ตนคิดว่าสามารถที่จะปรับได้ เพราะเป้าหมายคือการซื้อแม่พันธุ์มาผสมพันธุ์ผลิตลูกออกมาให้เติมโตเพื่อส่งขายต่อไป แน่นอนเกษตรได้รับภาระในการที่จะต้องจ่ายคืนให้กับกองทุน ฉะนั้นถ้าวัวไม่ออกลูก ไม่ตั้งท้อง ก็จะเป็นภาระของเกษตรกรที่ต้องหาเงินมาจ่าย
“จะมีการพูดคุยกันอีกครั้งในเรื่องของสัญญาที่สามารถจะปรับปรุงของผู้รับจ้าง ว่ามีการการันตีในเรื่องของหลักประกันอะไร ถ้าวัวไม่ติดลูกในระยะ 1 ปี หรือ 2 ปี จะต้องแก้อย่างไร เพื่อไม่ให้มีผลกระทบในระยะที่ 2 ของโครงการนี้ ซึ่งเราต้องสร้างความเชื่อมั่น ไม่อยากให้ชาวบ้านมีความรู้สึกว่าเราไปยัดเยียดสิ่งไม่ดีให้กับเกษตรกร อยากเสนอว่าเงินนี้เป็นเงินที่เกษตรกรเขาทำสัญญากู้จากกองทุนเกษตรกร ดังนั้น เงินนี้จะต้องโอนให้เกษตรกร เพื่อให้ไปเลือกซื้อแม่พันธุ์วัวเอง มองว่ารูปแบบต้องปรับใหม่ เพราะเรื่องนี้เป็นเงินของเกษตรกรเอง ที่เป็นคนทำสัญญา”



