สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย เมื่อวันที่ 11 ก.พ. ว่ากระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบียออกแถลงการณ์ ว่ารัฐบาลริยาดไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการบังคับอพยพประชาชน ออกจากเมืองราฟาห์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองใหญ่ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา และขอประณามแผนการดังกล่าว


ขณะเดียวกัน ซาอุดีอาระเบียคัดค้านและขอเตือนผลกระทบสะท้อนกลับ ที่จะเกิดขึ้นหากมีการใช้ปฏิบัติการจู่โจมกับเมืองราฟาห์ นอกจากนี้ รัฐบาลริยาดจะยื่นเรื่องต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ( ยูเอ็นเอสซี ) เพื่อยับยั้งอิสราเอลจากการสร้างหายนะทางมนุษยธรรมครั้งใหม่ และการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ


ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล สั่งให้กองทัพวางแผนและนำเสนอแผนการ อพยพประชาชนออกจากเมืองราฟาห์ เพื่อยกระดับปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มฮามาส ซึ่งปฏิบัติการ “จะมีความรุนแรง” แต่จะนำไปสู่การมีชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเหนือกลุ่มฮามาส “ภายในเวลาอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า”


ด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐยืนยัน “ไม่สนับสนุน” ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเมืองราฟาห์ ซึ่งไม่เพียงเป็นจุดผ่านแดนเพียงแห่งเดียว ระหว่างอียิปต์กับฉนวนกาซา แต่ปัจจุบัน มีผู้ลี้ภัยมากกว่า 1.5 ล้านคน อาศัยกันอยู่อย่างหนาแน่น และสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในพื้นที่อยู่ในระดับย่ำแย่ ดังนั้น ปฏิบัติการทางทหารมีแต่จะนำไปสู่ความหายนะ


ส่วนกลุ่มฮามาสออกแถลงการณ์ ว่าหากกองทัพอิสราเอลปฏิบัติการจู่โจมที่เมืองราฟาห์จริง จะทำให้ “มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บนับหมื่นคน”


ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน ผู้นำอิสราเอลเพิ่่งปฏิเสธข้อเสนอล่าสุดของกลุ่มฮามาส ซึ่งยื่นผ่านกาตาร์และอียิปต์ ขอให้การหยุดยิงครั้งใหม่แบ่งเป็น 3 ขั้น รวมระยะเวลา 135 วัน โดยระยะแรกจะใช้เวลา 45 วัน และจะมีการปล่อยตัวประกันควบคู่ไปกับการแลกเปลี่ยนนักโทษออกมาเป็นระยะ ซึ่งนายแอนโทนี บลิงเคน รมว.กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ เตือนเนทันยาฮู “ไม่ควรแสดงออกในทางใดก็ตาม ที่อาจยิ่งเป็นการสุมไฟความขัดแย้ง”.

เครดิตภาพ : AFP