“พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน เปิดใจให้สัมภาษณ์พิเศษ “เดลินิวส์” ถึงการทำงานในตำแหน่งรมว.พลังงาน เกือบ 8 เดือน กระทรวงที่ใครๆ ก็จับตาเป็นพิเศษ เพราะเกี่ยวพันโดยตรงทั้งประชาชน และภาคเอกชน ซึ่งระหว่างการให้สัมภาษณ์ เต็มไปด้วยความหลากหลายอารมณ์ ทั้งยิ้มแย้ม ขึงขัง ดุดัน สิ่งที่ “พีระพันธุ์” ย้ำให้เห็นตัวตนที่ชัดเจน เรื่องใครจะมองเขาแบบไหน เขาบอก ผมไม่สนใจหรอก ไม่ได้ต้องการให้คนมารัก มาเกลียด มาชอบ ผมมาทำงาน ไม่ได้มาสร้างบารมีส่วนตัว หน้าที่ของผม คือ มาทำงานเพื่อประชาชน ตราบใดที่ที่ทำงานให้ประชาชนได้ประโยชน์เต็มที่ เป็นสิ่งที่พอใจแล้ว
ส่วนเรื่องผลงาน ประชาชนต้องได้ประโยชน์ ได้รับความเป็นธรรม ถ้าทุกอย่างสำเร็จ ต่อไปจะได้เห็นการเคาะราคาน้ำมันเดือนละครั้ง การชดเชยราคาน้ำมัน ด้วยน้ำมัน ไม่ใช่รูปแบบเงินในปัจจุบัน ไม่ต้องสร้างภาระให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ต้องติดลบเป็นแสนล้านบาทแบบในปัจจุบัน จะได้เห็น “องค์กรพิเศษ” ตั้งขึ้นมาดูแลเฉพาะ จะได้เห็นสิ่งที่หมักหมมมานาน ถูกแก้ไขแบบ “ยั่งยืน” ไม่ใช่แค่ระยะสั้น กลาง ยาว แต่ต้องยั่งยืน
ต้องรื้อทั้งระบบไม่ใช่แค่ปรับปัญหาหมักหมม
“พีระพันธุ์” ตอบคำถามแรกเมื่อถูกถามถึงการตั้งคณะกรรมการหลายชุดที่ตั้งขึ้นมา มีทั้งหมดกี่ชุด ความคืบหน้าถึงไหน? ว่า ปัญหากระทรวงพลังงานถูกหมักหมมมาเยอะมาก พอผมเข้ามาเป็นรัฐมนตรี คิดว่ามีปัญหาหลายเรื่องที่ผมต้องตรวจสอบไปพร้อมๆ กันโดยเร่งด่วน นี่คือเหตุผลว่า ทำไมผมถึงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหลายชุด จะมามัวรอเรื่องนั้นจบ เรื่องนี้เริ่มไม่ได้ แต่ก็กลายเป็นการสร้างภาระให้ข้าราชการประจำงานเยอะ ส่วนนี้ ผมก็ต้องขอโทษเขาด้วย เราจำเป็นต้องทำงานด้วยกัน ผมพยายามเร่งงานให้เสร็จไป ซึ่งก็เสร็จไปหลายเรื่องแล้ว หนึ่งในนั้น คือ เรื่องปรับโครงสร้าง เพราะว่าตอนที่ผมเข้ามาใหม่ๆ คนเข้ามาเรียกร้องให้ผมปรับโครงสร้างพลังงาน เรื่องน้ำมันเชื้อเพลิง ผมเลยตั้งคณะกรรมการเรื่องปรับโครงสร้างน้ำมันเชื้อเพลิง แล้วให้ไปดูว่า ควรจะต้องปรับโครงสร้างน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นอย่างไร และโครงสร้างเป็นอย่างไร
“หลังคณะกรรมการชุดนี้ทำงานเสร็จ ผมก็ได้คำตอบ คือ คิดว่าจะแค่ปรับโครงสร้างไม่ได้ ต้องรื้อทิ้ง เพราะโครงสร้างที่เป็นอยู่ เป็นส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาหลัก ปัญหาหลักมันไม่ใช่เรื่องโครงสร้าง แต่ปัญหาหลักมันคือระบบเกี่ยวกับการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ เพราะฉะนั้นตอนนี้ผมกำลังร่างกฎหมายเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงใหม่ เพื่อที่จะรื้อระบบน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ”
ตั้งสำรองน้ำมัน 90 วันเพื่อความมั่นคง
นอกจากนี้ สิ่งที่ประเทศไทยไม่เคยมี และจำเป็นต้องมี คือ การสร้างระบบสำรองน้ำมันทางด้านยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve: SPR) ซึ่งหลายๆ ประเทศทั่วโลก เขามีระบบกฎหมายตัวนี้กันทั้งนั้น พูดอย่างนี้ คนที่ไม่รู้ก็จะบอกว่า ก็เมืองไทยมีสำรองน้ำมันอยู่แล้ว แต่นั่นคือการสำรองน้ำมันเพื่อการค้าของผู้ประกอบการ ไม่ใช่ของรัฐบาล และเขาสำรองเพียงแค่ 20 กว่าวันเท่านั้น ที่สำคัญรัฐบาลไม่ใช่เจ้าของน้ำมันสำรองนั้น แต่การสำรองเพื่อความมั่นคงของประเทศ ต้องมีขั้นต่ำตามมาตรฐานอยู่ที่ 90 วัน และเป็นน้ำมันที่เป็นของรัฐ 100% ที่สำรองน้ำมันมีกันอยู่วันนี้ เป็นการสำรองน้ำมันตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ไม่ใช่สำรองเพื่อยุทธศาสตร์ของประเทศ คนละเรื่องกัน ซึ่งตรงนี้เราไม่มี เปรียบเสมือนตัวเรา ถ้าเราไม่มีเงินเก็บฉุกเฉินแล้วเราจะทำอย่างไร เพราะฉะนั้น ประเทศต้องใช้น้ำมัน คนที่รับผิดชอบ คือ รัฐบาล แต่รัฐบาลไม่มีน้ำมันเป็นทุนสำรองของรัฐบาล รัฐบาลจะทำอย่างไร? ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในประเทศหรือต่างประเทศ
กองทุนฯ ใช้มา 51 ปีชดเชยใคร?
ที่ผ่านมา เราใช้ระบบที่เรียกว่า “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” เกิดขึ้นยุคที่เกิดวิกฤติน้ำมันในโลกขึ้นมาก็คือยุค 70 ที่เกิดสงครามครั้งใหญ่ระหว่างอาหรับกับอิสราเอล เราก็ออกพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวการณ์ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 และก็เป็นแม่บทในการมาตั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงโดยวิธีใช้เงิน ซึ่งระยะต้นมันไม่ได้ผิด เพราะมันฉุกเฉิน เร่งด่วน จำเป็นต้องทำ แต่ใครจะคิดว่ามันจะใช้ยาวนานมาจนถึง 51 ปี คุณเอาเงินมารักษาสมดุลรักษาน้ำมันอยู่ 51 ปี มีที่ไหน? ในจังหวะเดียวกันที่เกิดปัญหานี้ในประเทศไทย ก็เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย ทางฝั่งกลุ่มประเทศยุโรป สหรัฐ เขาก็อาศัยน้ำมันจากตะวันออกกลาง คือ กลุ่มโอเปก หลังจากเกิดวิกฤติ อำนาจต่อรองตรงนี้มันไปอยู่ในมือของกลุ่มโอเปก จะผลิตหรือไม่ผลิตน้ำมัน จะขายราคาเท่าไร เขาก็สร้างระบบกองทุนน้ำมันของเขาขึ้นมาเหมือนกันแต่เป็นกองทุนที่ใช้น้ำมันจริงๆไปยันกับราคาน้ำมันในตลาดโลก
เรื่องนี้เขามาถูกทาง แทนที่จะระดมเงิน เพื่อเอาเงินไปยันราคาน้ำมัน เขานำไปจัดหาน้ำมันมาเป็นทุนของเขา เวลาที่ราคาน้ำมันโลกตกต่ำ เขาก็ซื้อเขามาเก็บสต๊อก เขาก็ลงเงินกันตรงนี้ องค์กรนี้เรียกว่า IEA (International Energy Agency) มีสมาชิกอยู่ร้อยกว่าประเทศในโลก เขาก็ลงขันหาน้ำมันเชื้อเพลิงมาเป็นทุนสำรองเอาไว้ เวลาที่เกิดวิกฤติในตลาดโลกแพงเกินไป หรือว่าน้ำมันขาดแคลน ก็จะนำน้ำมันในสต๊อกตรงนี้เข้าไปอัดในตลาดโลก อันนี้คือในระดับโลก เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ประเทศไทยควรจะสร้างระบบนี้ขึ้นมา แต่เรากลับไปใช้ระบบเอาเงินไปตั้งกองทุน แล้วเอาเงินมารักษาระดับน้ำมัน ใช้แบบนี้ 51 ปี
วางระบบใหม่ใช้น้ำมันรักษาระดับราคา
“ตรงนี้คือปัญหาเพราะฉะนั้นต้องถามว่า กองทุนน้ำมันฯ ชดเชยใคร? คำว่าชดเชยแปลว่า มันต้องมีอะไรเกิดขึ้น ที่เราต้องรับผิดชอบ เราถึงต้องชดเชยจ่ายให้เขาก่อน แต่ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นและเราไม่ต้องรับผิดชอบ ต้องจ่ายไหม? ไม่ต้อง ที่ผ่านมาชดเชยได้ไงในเมื่อคุณไม่เคยรู้ราคาต้นทุนน้ำมันของเขา เป็นไปได้มั้ย 51 ปี ไม่เคยรู้ต้นทุนจริงๆ แล้วคุณไม่รู้ต้นทุนที่แท้จริง คุณรู้ได้ยังไงว่าเขาเสียหายเขาขาดทุน แล้วคุณต้องไปจ่ายค่าชดเชยจากกองทุนน้ำมันฯ ก็คิดตัวเลขขึ้นมาเอง อย่างนี้ถูกหรือไม่ อย่างนี้เป็นโครงสร้าง หรือว่าเป็นปัญหาของระบบ เมื่อผมลงไปดูเชิงลึกของปัญหาต่าง ๆ แล้วมันไม่ใช่แค่โครงสร้าง มันคือระบบที่ต้องเปลี่ยนแปลง”
ทั้งนี้เวลานี้น้ำมันขึ้นลงตามราคาตลาดโลก ถามว่าก่อนจะเกิดวิกฤติเมื่อปี 2516 น้ำมันไม่ได้อยู่ในตลาดโลกเหรอ? ก็ยังอยู่ แล้วไม่ขึ้นลงเหรอ? ก็ขึ้นลง แล้วทำไมประเทศไทยสมัยก่อนหน้านั้นไม่ต้องขึ้นลงราคาตามตลาดโลกล่ะ? ยังฟิกซ์ตามราคาตลาดโลก และหลังจากเกิดวิกฤติปี 2516 ก็ยังฟิกซ์ในราคาประเทศไทยมาได้ระยะหนึ่ง ทำไมทำได้? เพราะอะไร? เพราะว่า เรามีอำนาจทั้งฐานะการเงิน ทั้งระบบที่ทำได้ แต่สุดท้ายทำไม่ได้ แล้วทำไมเราไม่คิดระบบใหม่ที่ทำได้แบบเดิม ผมยกตัวอย่างเรื่อง IEA ที่ตั้งระบบของเขามา ถ้าไม่ตั้งเขาต้องยอมเป็นขี้ข้าตลาดโลก แต่เขาไม่ยอม เพื่อเอาชนะตลาดโลก แล้วทำไมคนไทยต้องยอมเป็นขี้ข้า ทำไมเราไม่คิดระบบของเราขึ้นมาใหม่ ไม่สามารถแยกประเทศออกจากตลาดโลกได้ แต่เราสามารถทำให้คนไทยหลุดออกจากตลาดโลกได้ อันนี้ไม่ใช่เรื่องโครงสร้าง แต่มันเป็นเรื่องระบบ ไม่ใช่เพียงแค่ปรับโครงสร้าง มันต้องรื้อทิ้งทั้งหมด แล้ววางระบบกันใหม่เลย
มั่นใจทำได้แน่ถ้าไม่มีคนขวาง
สำหรับสิ่งที่ผมจะวางระบบใหม่ คือ ผมจะไม่ทำให้ราคาตลาดโลกมันมากระทบกับคนไทย ราคาตลาดโลกจะต้องเป็นเรื่องของผู้ประกอบการกับรัฐบาล ส่วนราคาในประเทศจะขายเท่าไร รัฐบาลจะเป็นผู้กำหนด โดยจะเอาระบบสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์หรือ SPR ของประเทศมาเป็นกลไกแทนกองทุนน้ำมันฯ ผมจะรักษาระดับน้ำมัน ด้วยน้ำมัน ไม่ใช่เงินกองทุนฯ แล้วถามว่า น้ำมันเอามาจากไหน ก็นำน้ำมันที่ผมต้องได้ 90 วัน เรื่องนี้คนที่ประสบการณ์เยอะ รู้เยอะ ก็จะบอกทำไม่ได้ ต้องใช้เงินเป็นแสนล้าน ผมบอกไม่ต้อง ผมจะไม่ใช้เงินเลย แต่ผมจะเก็บภาษีเป็นน้ำมัน ซึ่งเก็บภาษีเป็นน้ำมันหมายความว่า เวลานี้ถ้าคิดคร่าวๆ เงินกองทุนน้ำมันเก็บจากผู้ค้า แต่เก็บเป็นเงิน ต่อไปผมจะไม่เก็บเป็นเงิน แต่เก็บเป็นน้ำมันแทน ซึ่งโดยเฉลี่ยจะได้น้ำมันวันละ 10 ล้านลิตร เมื่อผมมีน้ำมันเป็นทุนสำรอง ผมก็จะแก้ปัญหาน้ำมัน ซึ่งน้ำมันนี้เป็นส่วนหนึ่งของน้ำมันสำรองของประเทศ และขณะเดียวกันผมจะใช้น้ำมันตรงนี้ที่มันจะหมุนเวียน เอามารักษาระดับราคาน้ำมันด้วยน้ำมัน ผมจะยกเลิกกองทุนน้ำมันฯที่ใช้เงิน เปลี่ยนเป็นกองทุนน้ำมันฯ ที่เป็นน้ำมันจริงๆ นี่ก็เป็นการรื้ออย่างหนึ่ง
“ผมเชื่อว่า ทำได้แน่นอน ถ้าไม่มีคนขวาง ถ้าคุณจะรักษาระดับราคาน้ำมันคุณก็ต้องเอาน้ำมันไปรักษาซิ สมัยผมเป็นรัฐมนตรียุติธรรม ผมยังไปช่วยรักษาระดับราคาผลไม้เลย ผลไม้ราคาตกต่ำ ในยุคนั้นราคามังคุดตกต่ำจากกิโลกรัมละ 14-15 บาท เหลือกิโลกรัมละ 4-5 บาท ผมก็ไปกวาดซื้อมาหมดเลย ผมซื้อไปให้นักโทษผมกิน พอพ่อค้าไม่มีจะขาย คนก็ต้องกลับมาซื้อกิโลกรัมละ 14-15 บาท เหมือนเดิม เวลาที่ผลไม้ล้นตลาด มันแพง ผมก็ไปซื้อจากเกษตรกร ไม่ได้ซื้อจากพ่อค้าคนกลาง แล้วผมก็อัดเข้าไปในตลาด ราคามันก็ลดลง ก็เหมือนกันกับน้ำมัน นี่คือระบบที่ IEA เขาใช้ แล้วทำไมเราไม่ใช้แบบเขาหละ กฎหมายค่าภาคหลวงเรามีอยู่แล้วที่นำร่องว่าเก็บภาษีเป็นน้ำมันได้ ให้เก็บเป็นเงินหรือน้ำมันก็ได้ แล้วทำไมเราไปเลือกเก็บเป็นเงินล่ะ ผมก็เลือกเก็บเป็นน้ำมันสิ”
ปรับราคาน้ำมันต่อไปเคลียร์เดือนต่อเดือน
ส่วนเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการหรือไม่ จากเดิมชดเชยเป็นเงิน แต่มาเปลี่ยนเป็นจ่ายด้วยน้ำมันแทนนั้น เรื่องนี้ผมต้องถามว่า จะกระทบยังไง สมมติว่า ผมได้น้ำมันมา เป็นภาษี ผมเก็บในคลัง SPR ผม เสร็จแล้ว ผมให้คุณขายน้ำมันในประเทศลิตรละ 30 บาท แต่ราคาขึ้นลงทุกวัน ผมก็ไม่ต้องมาประชุมทุกวันแบบทุกวันนี้ สิ้นเดือนเคลียร์กัน 1 ครั้ง ผมก็ทำสถิติว่า แต่ละวันขึ้นลงเท่าไร คุณเป็นผู้ค้าคุณก็ไปดูว่าแต่ละวันขึ้นลงเท่าไร แล้วคุณก็ไปดูว่าต้นทุนที่คุณเอามาเทรดแต่ละวันมันเท่าไร คุณไม่ต้องเอาต้นทุนวันนี้ เอาต้นทุนที่คุณซื้อมาเทรด มาหักลบ คำนวณกันทุกสิ้นเดือน พอคำนวณทุกสิ้นเดือน สมมติว่าคุณกำไร กำไรผมก็ไม่ต้องชดเชยคุณ จากราคาที่ผมกำหนด เป็นหน้าที่ของผู้ค้าที่ต้องมาพิสูจน์ต้นทุน ว่าเขาขาดทุนเท่าไร กำไรเท่าไร เพื่อที่จะมาเอาส่วนคืนจากผม ถ้าเขาพิสูจน์ไม่ได้ ก็ไม่ต้องมาเอาคืน แต่ถ้าพิสูจน์ได้ ก็มาเอาคืนเป็นน้ำมัน ทุกวันนี้ดูต้นทุนไม่ได้ ยังต้องจ่ายอีก นี่คือระบบที่ผมจะวางใหม่
ตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาดูแลราคาน้ำมัน
“สมมุติว่าคุณพิสูจน์ได้ เดือนนี้ทั้งเดือนต้นทุนคุณ 35 บาท แต่ผมบอกให้คุณขาย 30 บาท ขาดทุน 5 บาท สมมุติว่า เดือนนี้บริษัทคุณขายไป 20 ล้าน เป็นเงิน 100 ล้านบาท เอา 35 หาร ตกมาเป็นจำนวนลิตร ผมก็เอาน้ำมันผมคืนคุณ เท่ากับว่าคุณได้น้ำมันกลับไป คุณก็ไปขายส่วนนี้ คุณก็ได้กำไรคืน และในระยะยาวผมจะมีกำไรจากตรงนี้ ผมก็จะมาค่อยๆเคลียร์หนี้แสนล้านบาทของกองทุนฯ ได้ และผมจะวางระบบเพิ่ม ซึ่งยังขออุบอยู่ ยังบอกไม่ได้ จะมีการได้น้ำมันเพิ่มเติมอีกหลายจุดมาเข้าคลังน้ำมัน ถ้าคลังน้ำมันไม่พอ ก็ต้องมาดูก็ต้องทยอยสร้างเพิ่มเติม”
“พีระพันธุ์” ยังบอกอีกว่า ต่อไปผมจะวางระบบใหม่ จะมีองค์กรพิเศษใหม่มาคอยกำกับเรื่องราคาน้ำมัน และความมั่นคงพลังงาน อยู่ภายใต้กระทรวงพลังงาน เป็นองค์กรที่ไม่ได้ค้ากำไร ไม่ได้มาแข่งกับผู้ค้า แต่เป็นองค์กรกำกับให้อยู่ในระบบเฉยๆ ซึ่งทั้งหมดผมร่างกฎหมายแล้ว กำลังทำอยู่ แต่เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ซึ่งผมพยายามจะให้แล้วเสร็จภายใน 6-7 เดือนนี้ ก่อนหน้านี้ผมเคยพูดว่า ผมจะทำเรื่องน้ำมันเกษตรกร ตอนนี้ผมยกร่างกฎหมายเสร็จหมดแล้ว ตอนนี้อยู่ในขั้นทบทวน คร่าวๆ อีกประมาณ 2-3 เดือน จะได้เห็น
ระบบ SPR สำเร็จคือความยั่งยืนแท้จริง
“สุดท้ายเรื่องกองทุนฯ เป็นแค่มาตรการระยะกลาง ส่วนระยะยาว และระยะยั่งยืนจริงๆ ก็เมื่อระบบ SPR สำเร็จ 100% ตรงนั้นแหละจะยั่งยืน และเป็นระบบที่ถูกต้อง ยืนยันว่าไม่กระทบกับเอกชนแน่อน และจะไม่ให้ปรับราคาขึ้นลงทุกวันตามอำเภอใจแบบนี้อีก จะให้ปรับได้เดือนละครั้ง ต้องเอาต้นทุนมาเคลียร์กับกระทรวงแล้วมาหาราคาเฉลี่ยกันว่าจะปรับขึ้นลงยังไง กฎหมายผมจะไม่มีตารางส้ม (ตารางต้นทุนผู้ค้าน้ำมันของสำนักงานโยบายและแผนพลังงาน) แบบนี้อีกแล้ว ผมจะใช้ต้นทุนจริง ไม่ใช่ต้นทุนอ้างอิงสิงคโปร์อะไรกันอีก ทุกอย่างต้องเป็นของจริง ต่างประเทศเขาก็ทำ เขาไปถึงขั้นกำหนดมาร์จิ้น กำหนดกำไรด้วยว่า ให้กำไรเท่าไรพอ แล้วทำไมเมืองไทยไม่พูดบ้างหละ ในตารางส้มของบ้านเรามันก็ใช้ไม่ได้ผล กำหนดไว้ก็ไม่มีผล แต่กฎหมายที่ผมจะออกใหม่จะชัดเจนดูแลได้ทั้งหมด”
เมื่อถูกถามถึงบางคนมองว่า เข้ามาทำงานหลายเดือนแล้วยังไม่ค่อยได้เห็นอะไร ทั้งที่ก่อนหน้านี้ประกาศนโยบายหลายอย่าง? เรื่องนี้ถ้าพูดด้วยความเป็นธรรม อย่างวันที่ 15 เม.ย. ที่ผ่านมา ก็เห็นชัดไป 1 เรื่องแล้วว่า ผมให้ผู้ค้าน้ำมันต้องแจ้งต้นทุนราคาน้ำมัน ไม่เคยมีใครทำ ถ้าไม่ใช่ผมแล้วใครจะทำ ย้อนกลับไปเมื่อ 2-3 เดือนก่อน ผมก็โยกราคาแก๊ส จากปิโตเคมีที่ใช้เท่าก๊าซหุงต้มเข้ามาอยู่ให้ถูกที่ถูกทาง จ่ายต้นทุนเท่าคนอื่น สิ่งนี้ถ้าผมไม่ทำ แล้วใครทำ แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราตรึงราคาค่าไฟที่หน่วยละ 4.18 บาทได้ โดยไม่ต้องไปขึ้นราคาให้ประชาชนเดือดร้อน ทุกอย่างที่ผมกำลังทำอยู่ ในหลายเรื่องๆ ต้องใช้เวลา เพราะเป็นการรื้อระบบใหม่ ไม่ใช่แค่การปรับโครงสร้าง รออยู่ว่า ถ้าเปลี่ยนระบบแล้ว จะเริ่มเห็นชัดเจน งานใหญ่มันจะมาปุบปับไม่ได้ มันต้องแก้กฎหมาย ต้องรื้อทั้งระบบ ต้องใช้เวลา ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ตอนนี้ผมกำลังย่อระบบของโลก คือ IEA ลงมาให้เป็นระบบของประเทศไทย
ส่วนเรื่องการสร้างสมดุล ตอนนี้เน้นไปทางประชาชน แต่อีกมุมเอกชน มีเรื่องการลงทุนด้วย หลายนโนบายอาจกระทบภาคเอกชน กระทรวงพลังงานยุคนี้จะบริหารให้เกิดความสมดุลอย่างไร? “พีระพันธุ์” ระบุว่า ทุกวันนี้ภาคเอกชนหลายบริษัทใหญ่โตมโหฬารหมดแล้ว เขาอยู่ตัวหมดแล้ว และเขาก็ปรับตัวมีทางรอดเยอะ ลงทุนทั้งใน และต่างประเทศ แต่ประชาชนไม่มีทางไป ใครจะช่วยประชาชน ถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไม่ช่วย ใครจะช่วย บริษัทเอกชนเขามีที่ปรึกษาเยอะ เขามีเงินทุนเยอะ เจอปัญหาอะไรเขาก็ไปได้หมด แล้วประชาชนมีหรือไม่ เช่น ถ้าไม่ซื้อน้ำมันในเมืองไทย มีโอกาสไปซื้อน้ำมัน ไฟฟ้าเองหรือไม่ แล้วถ้าผมไม่ทำกฎหมายให้ประชาชน แล้วใครจะทำ!!!
โนสนโนแคร์ใครมองพบยาก
เมื่อถูกถามถึงหลายคนมองว่า การเข้าพบรัฐมนตรีพลังงานยุคนี้ เข้าพบยาก ติดต่อยาก เรื่องนี้ ‘พีระพันธุ์’ ยิ้มก่อนตอบด้วยใบหน้าจริงจังว่า ผมคิดว่า ผมเป็นรัฐมนตรีพลังงาน ผมมาดูแลประชาชน ผมดูแลประเทศ เมื่อเข้ามาแล้วเห็นว่า มันมีอะไรหมักหมมอยู่เยอะ แล้วไม่เคยมีใครแก้ ไม่เคยมีใครทำ มันเป็นปัญหาของประชาชน ผมก็ต้องทำสิ ผมไม่ได้เข้ามานั่งเสวยสุขกับตำแหน่ง ผมเข้ามาทำงาน ภาพที่เห็นชัด ก็คือ ประชาชนจะได้ประโยชน์ และจะได้รับความเป็นธรรม ได้รับการลดภาระค่าใช้จ่าย ที่สำคัญ คือ จะรู้สึกว่า เงินที่จ่ายไปเป็นธรรมแล้ว ถูกต้องแล้ว ได้เห็นแน่นอน
“ใครที่บอกว่า ผมเป็นคนพบยาก นัดยาก ถ้าให้ผมแบ่งเวลาไปพบปะผู้คนที่แค่อยากมาคุย มาแนะนำตัว ผมขอเอาเวลาตรงนี้ไปทำงานเพื่อประชาชนดีกว่า ผมเลือกทำให้ประชาชนอยู่แล้ว ทุกคืนผมนอนตี 3 ตี 4 ตื่น 8 โมง เพราะดึกๆ ไม่มีใครมากวนผม ผมใช้เวลาร่างกฎหมายด้วยตัวเอง ยกเว้นมีงานเช้า ก็ต้องตื่นเช้า เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมไม่สนใจหรอก ใครจะมาว่าผมเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ตราบใดที่ผมทำงานให้ประชาชนได้ประโยชน์ ผมพอใจแล้ว ผมมาอยู่ตรงนี้ไม่ได้ต้องการให้คนมารัก มาเกลียด มาชอบ ผมมาทำงาน ผมไม่ได้มาสร้างบารมีส่วนตัว ไม่ได้มาในฐานะให้คนโน้นคนนี้มาชอบมารัก ผมไม่ใช่ หน้าที่ของผม คือ มาทำงานเพื่อประชาชน” พีระพันธุ์ กล่าวทิ้งท้าย
จิตวดี เพ็งมาก



