จากกรณี เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ที่ผ่านมา มีผู้เสียหายสองราย ร้องสายไหมต้องรอด หลังถูก “ไอ้มีน พระราม 3” เบี้ยวค่าตัว ขโมยทรัพย์สิน เชื่อมีเหยื่อกว่า 100 ราย บางรายถึงขั้นโดนข่มขืน ตามที่นำเสนอไปแล้วนั้น 

 ล่า ‘ไอ้มีน พระราม 3’ ลวง ‘เด็กเอ็น’ ข่มขืน-ฉกทรัพย์ ‘ผู้การจ๋อ’ ไม่ปล่อยไว้แน่!

คืบหน้าล่าสุด  เมื่อวันที่ 9 พ.ค. พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น., พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. สั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. พ.ต.ต.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กก.3 บก.สส.บช.น. หรือ สารวัตรแจ๊ะ และตำรวจ บก.สส.บช.น. ร่วมกันจับกุมตัว นายกิตติกร โต๊ะยีหวัง หรือ มีน พระราม 3 อายุ 33 ปี ชาว อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ กล่าวหาว่า  ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม จับได้ที่ ห้องพักเลขที่ 59/9 หอพักบ้านโสภี หมู่ 8 ต.สะเดียง อ.เมืองเพชรบูรณ์ จ.เพชรบูรณ์  พบประวัติเคยถูกจับกุมตัว เมื่อวันที่ 9 พ.ย.59 ในข้อหาครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เพื่อจำหน่ายฯ รับโทษอยู่ในเรือนจำเกือบ 3 ปี พ้นโทษเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 62

พฤติการณ์กล่าวคือ มีน พระราม 3  ได้แฝงตัวอยู่ในกลุ่มไลน์ของสาวเอ็นเตอร์เทน โดยใช้รูปปลอมในไลน์และแอบอ้างเป็นโมเดลลิ่ง  และติดต่อเหยื่อให้รับงานเอ็นเตอร์เทน โดยพุ่งเป้าไปที่สาวรูปพรรณหน้าอกใหญ่ และกำลังประกาศหางานภายในกลุ่ม และเมื่อเหยื่อสาวเอ็นหลงกลตกลงรับงานจากผู้ต้องหาแล้ว มักจะนัดหมายเหยื่อไปย่านพระราม 3

ต่อมา ผู้ต้องหาจะให้เหยื่อไปถอนเงินในบัญชีมาเป็นเงินสดให้หมด โดยใช้อุบายว่าได้เดิมพันกับเพื่อนไว้ ว่าวันนี้เด็กเอ็นเตอร์เทน พกเงินสดมาเท่าไหร่ ถ้าใครทายถูกก็จะได้เงินจากการเดิมพัน โดยหากตนชนะพนันจะนำเงินมาแบ่งให้กับเหยื่อสาว เมื่อเหยื่อถอนเงินสดมา และเดินทางมาถึงจุดนัดพบ เหยื่อบางรายถูกบังคับให้สำเร็จความใคร่ให้คนร้ายตลอดทางไปที่พัก เหยื่อบางรายจะถูกกระทำอย่างรุนแรงมาก และกระทำเป็นจำนวนหลายครั้ง บางรายจะถูกข่มขู่ว่ามีอาวุธปืนทำให้เหยื่อกลัวและจำยอม แล้วท้ายสุดยัง “แอบขโมยเงินสด” ในกระเป๋าของเหยื่อก่อนจะหนีหายไป โดยบางรายถูกลวงให้ไปซื้อของ บางรายถูกลวงไปปล่อยทิ้งข้างทาง ปล่อยเหยื่อรอเก้อแล้วหายตัวไป

ทั้งนี้จากการสืบสวนมีคนตกเป็นเหยื่อมาแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ราย แต่เกือบทั้งหมดไม่กล้าแจ้งความดำเนินคดีเพราะอับอาย  ถูกข่มขู่ว่าจะปล่อยคลิปลับ โดยล่าสุดได้มีเหยื่อสาว 2 ราย ได้ขอความช่วยเหลือเพจสายไหมต้องรอด  โดยประสาน พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. โดยได้พาเธอเข้าแจ้งความดำเนินคดี เข้าสู่กระบวนการสอบสวนกระทั่งถูกออกหมายจับ และจับกุมได้ที่ จ.เพชรบูรณ์

ในชั้นจับกุม นายกิตติกร ให้การภาคเสธโดยให้การว่า หลังจากพ้นโทษมาเมื่อปี 62 ตนได้ทำงานขับรถรับจ้างและเป็นไรเดอร์รับส่งอาหาร โดยใช้บัญชีเพื่อนสนิทของตนในการทำงาน  ในระหว่างที่ตนทำงานรับจ้าง ตนได้มีโอกาสทำงานให้กับ นางเอ (นามสมมุติ) ที่เป็นโมเดลลิ่งรับจัดหาเด็กเอ็น  ในช่วงนี้เองที่ตนได้เรียนรู้เกี่ยวกับงานด้านโมเดลลิ่งและทำงานร่วมกับนางเอเป็นระยะเวลาหลายปี และกระทำการดังกล่าว โดยกระทำแบบนี้กับผู้เสียหาย ประมาณ 8 คน แต่ไม่ได้มีการขโมยเงิน หรือการข่มขืนตามที่เป็นข่าว  เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ช่วงเย็น ตนทราบข่าวจากเพื่อนว่าเรื่องราวดังกล่าวของตนเป็นข่าว ตนจึงหนีไปอาศัยอยู่กับญาติที่จังหวัดเพชรบูรณ์เพื่อหาทางสู้คดี

หลังจับกุมตัว มีน พระราม 3 ในช่วงเช้าของวันนี้ก็ได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยมีญาติของ มีน พระราม 3 มาเยี่ยม โดยได้ซื้อข้าวผัดกะเพรา น้ำเปล่า และเครื่องดื่มชูกำลัง M-150 มาให้ผู้ต้องหา

ต่อมา พล.ต.ต.ธีรเดช  ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. ระบุว่า คำให้การของผู้ต้องหาทั้งหมดตนยังไม่ปักใจเชื่อ ซึ่งการจับกุมในครั้งนี้ตำรวจยังสามารถจับกุมตัววัยรุ่นที่ร่วมให้ที่พักพิงและมีการครอบครองอาวุธปืน ตำรวจฝ่ายสืบสวนนครบาลได้มีการส่งตัวให้พนักงานสอบสวนในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์เป็นที่เรียบร้อย ส่วนตัวนายมีน พระราม 3 ขณะนี้ขณะนี้มีการคุมตัวกลับมาคุมขังไว้ที่ สน.ทุ่งมหาเมฆ เพื่อให้พนักงานสอบสวนในพื้นที่ดำเนินการสอบปากคำต่อไป  โดยขณะนี้มีผู้เสียหายกว่า 30 ราย ติดต่อเข้ามาให้ข้อมูลที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาลเกี่ยวกับพฤติการณ์ของ  มีน พระราม 3 โดยจะนำข้อมูลทั้งหมดส่งให้ทาง สน.ทุ่งมหาเมฆ เพื่อดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้ก่อนหน้าที่จะจับกุมได้  ที่ผ่านมา สารวัตรแจ๊ะ  นำกำลังเข้าจับกุมแหล่งผลิตน้ำกระท่อม ที่เปิดร้านขายขนมบังหน้า ในซอยเจริญราษฎร์ 7 แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ แต่ไม่พบตัว นายมีน จากนั้นผู้ต้องหาส่งไลน์มาถึงคนในร้าน ในลักษณะหยามและท้าทาย สารวัตรแจ๊ะ ว่า “เดี๋ยวไปมอบเอง ไม่ต้องหา จ้งแจ๊ะไรก็หากูไม่เจอหรอก” พร้อมส่งภาพอาวุธปืนลูกโม่ กระทั่งเจ้าหน้าที่แกะรอยว่าผู้ต้องหามีพรรคพวกอยู่ที่ จ.เพชรบูรณ์ จึงติดตามไปจับกุมได้ในที่สุด.