สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล เมื่อวันที่ 23 พ.ค. ว่า นายคามิ ริตา เชอร์ปา วัย 54 ปี หรือที่รู้จักกันในนาม ‘เอเวอเรสต์แมน’ พิชิตยอดเขาสูงที่สุดของโลกเป็นครั้งที่ 30 เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ภายในระยะเวลา 3 ทศวรรษ นับตั้งแต่การประสบความสำเร็จครั้งแรก

ริตา เชอร์ปา ผู้ทำลายสถิติของตัวเอง หลังจากพิชิตยอดเขาสูง 8,849 เมตร เป็นครั้งที่ 29 เมื่อต้นเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้ เขาเคยระบุว่า เขาเพียง “แค่ทำงาน” และไม่ได้วางแผนจะสร้างสถิติแต่อย่างใด

ริตา เชอร์ปา พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2537 ขณะทำงานให้กับคณะสำรวจเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่นั้นมา เขาก็ปีนเอเวอเรสต์เกือบทุกปีเพื่อนำทางลูกค้า เจ้าตัวกล่าวว่า “ผมมีความสุขมาก ที่การปีนเขาของผมช่วยให้เนปาลเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก”

เมื่อปี 2566 ริตาปีนเอเวอเรสต์ถึง 2 ครั้ง เพื่อทวงคืนสถิติจากนายปาซัง ดาวา เชอร์ปา ผู้นำทางอีกคนหนึ่ง มากไปกว่านั้น ริตา เชอร์ปา ยังสร้างสถิติพิชิตยอดเขาอีกหลายแห่ง ที่สูงถึง 8,000 เมตร รวมไปถึง “เคทู” ในปากีสถาน ยอดเขาที่สูงเป็นอันดับสองของโลก

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของริตา เชอร์ปา ในการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์เป็นครั้งที่ 30 เกิดขึ้นในเวลาเดียวกับที่ เนปาลรายงานผู้เสียชีวิต จากการปีนเขาในฤดูกาลปัจจุบัน เพิ่มเป็นอย่างน้อย 5 รายแล้ว แบ่งเป็นชาวโรมาเนีย ชาวฝรั่งเศส ชาวเนปาล และชาวมองโกเลีย 2 ราย

อนึ่ง เนปาลออกใบอนุญาตปีนเขามากกว่า 900 ใบในปีนี้ รวมถึงใบอนุญาตปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ 419 ใบ สร้างรายได้เข้าประเทศมากกว่า 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 182 ล้านบาท) สำหรับฤดูกาลนี้ โดยมีนักปีนเขาราว 500 คนพร้อมไกด์ สามารถปีนขึ้นไปถึงยอดเขาเอเวอเรสต์เป็นที่เรียบร้อย

ขณะเดียวกัน จีนกลับมาเปิดเส้นทางปีนสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์จากฝั่งทิเบต สำหรับชาวต่างชาติในปีนี้ หลังปิดไปเมื่อปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงการแพร่ระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19

เนปาลเป็นที่ตั้งของยอดเขาสูงที่สุดในโลก 8 แห่ง จากทั้งหมด 10 แห่งของโลก และทำการต้อนรับนักผจญภัยหลายร้อยคนในฤดูใบไม้ผลิของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่อุณหภูมิสูงและลมสงบ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2566 มีนักปีนเขามากกว่า 600 คน สามารถขึ้นไปถึงยอดเขาเอเวอเรสต์ แต่มีผู้เสียชีวิตระหว่างความพยายามเดินทาง 18 ราย ในปีนั้น.

เครดิตภาพ : AFP