สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ว่า กฎหมายความมั่นคงด้านอาหารฉบับแรกของจีน ที่มีเป้าหมายด้าน “การพึ่งพาธัญพืชตนเองอย่างสมบูรณ์” มีผลบังคับใช้แล้ว ตอกย้ำความพยายามของภาครัฐ ในการลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ในฐานะผู้นำเข้าสินค้าเกษตรรายใหญ่ที่สุดของโลก

กฎหมายดังกล่าว กำหนดโครงสร้างทางกฎหมาย ตามแนวทางที่มีอยู่ของพรรคคอมมิวนิสต์ เพื่อให้รัฐบาลท้องถิ่นและอุตสาหกรรมเกษตรกรรม สามารถเพิ่มการผลิตอาหารได้ แต่กฎหมายฉบับนี้ยังไม่ได้ให้รายละเอียดว่าจะถูกนำมาใช้อย่างไร

อย่างไรก็ดี กฎหมายได้ครอบคลุมถึงการปกป้องพื้นที่การเกษตร จากการถูกแปลงไปใช้ในทางอื่น, การปกป้องทรัพยากรพันธุกรรม และการป้องกันการสูญเสีย

ความเร่งรีบในการนำกฎหมายความมั่นคงด้านอาหารมาใช้ สะท้อนให้เห็นถึงความเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหา ที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิต เช่น การขาดแคลนที่ดินและทรัพยากรน้ำ ซึ่งเหมาะแก่การเพาะปลูก, การขาดแคลนแรงงาน และการขาดเทคโนโลยีการเกษตร

ทั้งนี้ กฎหมายกำหนดให้รัฐบาลกลางและหน่วยงานระดับมณฑล รับผิดชอบการให้ความมั่นคงด้านอาหาร อยู่ในแผนเศรษฐกิจและการพัฒนา เพื่อให้มั่นใจว่า การจัดหาอาหารเป็นประเด็นสำคัญที่สุด ในประเทศที่มีเคยประวัติศาสตร์อันเจ็บปวดจากภาวะอดอยาก

พรรคคอมมิวนิสต์ จะเป็นผู้นำในการดำเนินตามยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านอาหารแห่งชาติ “ที่ให้ความสำคัญกับประชากรในประเทศเป็นอันดับแรก” การนำเข้าแค่ในระดับปานกลาง และใช้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มการผลิต

แถลงการณ์ระบุให้ “บริษัทจะต้องปฏิบัติตามหลักการเก็บธัญพืชในดิน และใช้เทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงการผลิตธัญพืช” เพื่อรับประกัน “การพึ่งเมล็ดธัญพืชตนเองในขั้นแรก และพยายามพึ่งพาธัญพืชของตนได้อย่างสมบูรณ์” นอกจากนี้ ยังกำหนดแผนฉุกเฉินด้านธัญพืชระดับชาติ และระบบติดตามความมั่นคงด้านอาหาร

ในการนี้ จีนขยายคำจำกัดความของ “ธัญพืช” ให้รวมถึงลูกเดือยและข้าวโอ๊ต นอกเหนือจากข้าวฟ่าง, ข้าวบาร์เลย์, บัควีต, ถั่วเขียว และมันฝรั่ง โดยให้ธัญพืชหมายถึงข้าวสาลี, ข้าว, ข้าวโพด, ถั่วเหลือง และธัญพืชเมล็ดหยาบ

หน่วยงานที่ละเมิดกฎหมายอาจถูกปรับตั้งแต่ 20,000 หยวน (ราว 103,495 บาท) ถึง 2 ล้านหยวน (ราว 10 ล้านบาท) ขณะที่ผู้กระทำผิดอาจถูกปรับระหว่าง 20,000 หยวน (ราว 103,495 บาท) ถึง 200,000 หยวน (ราว 1 ล้านบาท)

นอกจากนั้น กฎหมายยังระบุด้วยว่า จีนจะ “กระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงด้านอาหารระหว่างประเทศ และอนุญาตให้การค้าธัญพืชระหว่างประเทศเข้ามามีบทบาท” แต่รายงานไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมในประเด็นนี้แต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์แย้งว่า กฎหมายดังกล่าวมีการใช้ถ้อยคำอย่างคลุมเครือ และอาจไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อวิธีที่จีนจะใช้เพื่อส่งเสริมการผลิตอาหาร

“มันไม่ได้เปลี่ยนความเป็นจริงที่ว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างมากในการทำตามมาตรการความมั่นคงทางอาหาร” น.ส.อีเวน เพย์ นักวิเคราะห์การเกษตรจากทริเวียม ไชนา กล่าว “กฎหมายความมั่นคงทางอาหาร ยึดมั่นในแนวทางปฏิบัติที่มีอยู่ในกฎหมาย และไม่ได้เปลี่ยนแปลงสิ่งใด เพียงแต่ทำให้มันเป็นประเด็นสำคัญลำดับต้น ๆ ของประเทศ และไม่สามารถก้าวไปได้ไกลกว่านี้”.

เครดิตภาพ : AFP