สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 3 ก.ค. ว่า สำนักบริหารพลังงานแห่งชาติของจีน (เอ็นอีเอ) เผยแพร่รายงานพลังงานรายเดือน ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยของแหล่งผลิตแต่ละแห่ง ไม่ว่าจะเป็น น้ำ, ความร้อน, นิวเคลียร์, ลม และแสงอาทิตย์ โดยตลอดปีนี้ ตัวเลขชี้ให้เห็นถึงการใช้แผงโซลาร์เซลล์ที่ลดลง เนื่องจากเครือข่ายมีภาระมากเกินไป จนทำให้ต้องปิดระบบในช่วงเวลาที่มีการผลิตไฟฟ้าสูงสุด
อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับล่าสุดที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งครอบคลุมระยะเวลาถึงเดือน พ.ค. มีรายละเอียดการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยจากทุกแหล่งผลิตเท่านั้น โดยเอ็นอีเอ ไม่ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับข้อมูลที่ขาดหายไป แต่มีการคาดการณ์ว่า อัตราการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานลมกับพลังงานแสงอาทิตย์ จะลดลงอีก หลังรัฐบาลปักกิ่งผ่อนปรนกฎระเบียบการใช้พลังงานหมุนเวียน ในเดือน พ.ค.
China appears to have stopped publishing data that highlight the extent to which power generated by solar and wind plants is being wasted, as rapid renewable energy expansion runs up against constrained grids https://t.co/yCliPWEgd3
— Bloomberg (@business) July 1, 2024
ทั้งนี้ จีนมีประวัติหยุดเปิดเผยตัวเลขที่บ่งชี้ถึงปัญหาด้านเศรษฐกิจอย่างเงียบ ๆ เช่น การหยุดเปิดเผยอัตราการว่างงานของเยาวชนเป็นการชั่วคราว เมื่อปีที่แล้ว หลังจากตัวเลขพุ่งสูงจนกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจไปทั่วโลก
หากพูดถึงเรื่องพลังงานสะอาด รัฐบาลปักกิ่งมักไม่มีอะไรต้องปิดบัง เนื่องจากจีนเป็นผู้นำระดับโลกในการใช้พลังงานหมุนเวียน และสร้างห่วงโซ่อุปทานสำหรับแผงโซลาร์เซลล์, แบตเตอรี่ และรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ซึ่งทำให้เทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ มีราคาลดลงทั่วโลก
แต่ความสำเร็จดังกล่าว ทำให้อุตสาหกรรมเหล่านี้ พัวพันกับข้อพิพาททางการค้าระหว่างประเทศ ส่งผลให้บรรดาผู้นำจีน ต้องออกมาปกป้องสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าเป็น “เครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สำคัญ” รวมถึงการสร้างอุปสงค์ที่แข็งแกร่งของแผงโซลาร์เซลล์ และกังหันลม.
เครดิตภาพ : AFP



