สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 27 พ.ย. ว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ และประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส ออกแถลงการณ์ร่วมกัน ว่าอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ในเลบานอน บรรลุข้อตกลงหยุดยิงร่วมกัน เริ่มตั้งแต่เวลา 04.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของเลบานอน (09.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย) ในวันพุธที่ 27 พ.ย.
ไบเดนกล่าวว่า การบรรลุข้อตกลงหยุดยิงของทั้งสองฝ่าย “ถือเป็นข่าวดีสำหรับตะวันออกกลาง” พร้อมทั้งยืนยันว่า คณะรัฐมนตรีของทั้งอิสราเอลและเลบานอน มีมติรับรองข้อตกลงหยุดยิง เพื่อยุติความรุนแรงและความสูญเสีย ขณะเดียวกัน ผู้นำสหรัฐขอบคุณความร่วมมือจากฝรั่งเศส ในการเจรจาให้เกิดการหยุดยิงครั้งนี้
I applaud the courageous decision by the leaders of Lebanon and Israel to end the violence.
— President Biden (@POTUS) November 27, 2024
It reminds us that peace is possible.
And so long as that is the case, I will not for a single moment stop working to achieve it. pic.twitter.com/MF57EXflzk
สำหรับสาระสำคัญของข้อตกลงนั้น ทหารเลบานอนจะเข้าไปตั้งฐานทัพ และตรึงกำลังตลอดแนวชายแดนทางตอนใต้ของประเทศ ที่ติดกับภาคเหนือของอิสราเอล แนวทางนี้เป็นไปตามมติ 1701 ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ที่ยุติสงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ เมื่อปี 2549
ด้านอิสราเอลจะถอนทหารทั้งหมดที่ส่งเข้าไปในลเบานอน การดำเนินการดังกล่าวจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภายในระยะเวลา 60 วัน ทั้งนี้ ไบเดนกล่าวว่า หากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ละเมิดข้อตกลง อิสราเอล “มีสิทธิอันชอบธรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศ” ที่จะตอบโต้
ขณะที่นายนาจิบ มิกาตี นายกรัฐมนตรีเลบานอน แสดงความยินดีกับข้อตกลงหยุดยิง หลังการสู้รบเกิดขึ้นคู่ขนานกับสงครามในฉนวนกาซา ตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. 2566 และเรียกร้องทั้งอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด
ส่วนนายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าวว่า ข้อตกลงหยุดยิงครั้งนี้เป็นก้าวย่างสำคัญ เพื่อฟื้นฟูสันติภาพตามแนวเส้นสีน้ำเงิน ที่เป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างอิสราเอลกับเลบานอน แต่หนทางนับจากนี้ยังอีกยาวไกล จึงขอให้คู่กรณียึดมั่นตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด.
เครดิตภาพ : AFP



