ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการเปิดลงทะเบียนโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 วันที่สอง 26 พ.ค.69 ไม่คึกคักเท่ากับวันแรก โดยมียอดการลงทะเบียนชะลอตัวลงชัดเจน โดยวันแรกลงไปทั้งสิ้น 24.43 ล้านคน แต่วันที่สอง ล่าสุด เวลา 15.30 น. มีผู้ลงทะเบียนเพิ่มเกือบ 3 แสนคน รวมยอดผู้ลงทะเบียนแล้วทั้งสิ้น 24.7 ล้านคน เหลือสิทธิ 5.3 ล้านคน  โดยหลังจากนี้จะเปิดลงทะเบียนจนถึงสี่ทุ่ม ทุกวันจนถึง 29 พ.ค.นี้ หรือจนกว่าสิทธิจะหมด ซึ่งการแจ้งผลมี 2 ช่องทาง  1.ข้อความแจ้งเตือนในแอปฯ เป๋าตัง และ2.ข้อความเอสเอ็มเอส

สำหรับการเปิดลงทะเบียนผู้ประกอบการและร้านค้า มียอดผู้ลงทะเบียนรวมทั้งสิ้น 990,036 ราย  แบ่งเป็นกลุ่มร้านค้าเดิม 977,296 ราย และร้านค้าใหม่อีก 12,740 ราย  สำหรับประเภทร้านค้าที่เข้าร่วมมากสุด เป็นกลุ่มร้านอาหารและเครื่องดื่ม  นำโด่ง 550,847 ราย ตามด้วยร้านค้าทั่วไป ร้านธงฟ้า ร้านโอทอป รวมถึงกลุ่มขนส่งสาธารณะและขนส่งมวลชน โดยรูปแบบธุรกิจเกือบทั้งหมดเป็นกลุ่มบุคคลธรรมดา 979,814 ราย  ขณะที่พื้นที่เป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มียอดลงทะเบียนมากสุด 192,685 ราย  และรายจังหวัด พบว่า กรุงเทพมหานคร ครองแชมป์ 146,841 ราย ตามด้วย ชลบุรี สมุทรปราการ นนทบุรี และปทุมธานี  

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สำหรับยอดการลงทะเบียนที่ดูชะลอตัวลงหรือช้ากว่าวันแรกนั้น ถือว่าเป็นไปตามที่กระทรวงการคลังได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว เนื่องจากประชาชนกลุ่มใหญ่ที่มีความต้องการและมีความพร้อม ได้ทยอยเข้าระบบและลงทะเบียนสำเร็จไปเป็นจำนวนมากตั้งแต่วันแรก ส่วนสิทธิที่เหลือหลังจากนี้จะค่อย ๆ มีผู้เข้าร่วมทยอยลงทะเบียนเข้ามาเรื่อย ๆ ตามความต้องการที่แท้จริง

ทั้งนี้ ระยะเวลาการเปิดลงทะเบียนที่กำหนดไว้ทั้งหมด 5 วันตั้งแต่ 25-29 พ.ค.69 นั้น ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมและคำนวณมาอย่างดี เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มประชาชนที่ยังประสบปัญหาเกี่ยวกับแอปพลิเคชัน เช่น การยืนยันตัวตนไม่สำเร็จ การเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์มือถือใหม่ หรือกลุ่มที่เคยลบแอปพลิเคชันไปแล้วต้องการติดตั้งใหม่ ได้มีเวลาเดินทางไปติดต่อแก้ไขข้อมูลที่สาขาของธนาคารกรุงไทย ซึ่งเมื่อแก้ไขสิทธิ์เรียบร้อยแล้วก็ยังสามารถกลับมาลงทะเบียนได้ทันท่วงทีภายในกรอบเวลาดังกล่าวอย่างแน่นอน

“คลังขอยืนยันว่าจะไม่มีการขยายเวลาการลงทะเบียนออกไปอีก เนื่องจากระยะเวลา 5 วันที่กำหนดไว้นั้นมีความเพียงพอแล้ว สำหรับระบบการตรวจสอบสิทธิ์หลังจากกดเข้าร่วมโครงการ จะใช้เวลาประมาณ 3 วัน ซึ่งผู้ที่เข้ามาจัดการแก้ไขปัญหาข้อมูลและลงทะเบียนในช่วงท้าย ๆ ก็จะยังคงได้รับสิทธิ์ตามขั้นตอนอย่างครบถ้วน”

นายลวรณกล่าวว่า เป้าหมายรวมของโครงการที่ประเมินไว้จำนวน 30 ล้านคนนั้น ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า เป็นจำนวนที่คำนวณแล้วว่ามีความเพียงพอและครอบคลุมอย่างแน่แท้ โดยวิเคราะห์ฐานข้อมูลจากโครงการในรอบก่อนหน้านี้ที่มีผู้เข้าร่วมอยู่  20 ล้านคน เมื่อนำมาบวกเพิ่มกับกลุ่มเป้าหมายใหม่และกลุ่มเก็บตกที่ยังตกหล่นหรือต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม ตัวเลข 30 ล้านคนจึงเป็นปริมาณที่สอดคล้องกับความต้องการของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ

นอกจากนี้ การออกแบบโครงการในครั้งนี้มีความแตกต่างจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในอดีต เนื่องจากมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อบรรเทาภาระความเดือดร้อน ของประชาชนเป็นรายเดือน จึงไม่มีเงื่อนไขบังคับว่าจะต้องใช้จ่ายเงินภายใน 7 วันหรือ 14 วันเหมือนแต่ก่อน ประชาชนสามารถทยอยใช้จ่ายเงินวงเงิน 1,000 บาทได้ตามความจำเป็นในแต่ละเดือน เพื่อให้เม็ดเงินช่วยเหลือนี้สามารถช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้อย่างตรงจุดที่สุด