สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงดามัสกัส ประเทศซีเรีย เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. ว่าองค์กรสังเกตการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนซีเรีย (เอชโอเอชอาร์) รายงานว่า เครื่องบินรบของกองทัพรัสเซียและซีเรีย ร่วมกันปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ ที่เมืองอิดลิบ ทางตอนเหนือของประเทศ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของกองกำลังฝ่ายต่อต้าน และอยู่ไม่ห่างจากเมืองอเลปโป เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 25 ราย


ปฏิบัติการทางทหารดังกล่าวเกิดขึ้น ในเวลาเดียวกับที่กองทัพซีเรียยอมรับ ว่าต้องถอนทหารออกจากเมืองอเลปโป ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ หลังกองกำลังนักรบจีฮัดชื่อ “ฮายัต ตาห์รีร์ อัล-ชาม” (เอชทีเอส) และกองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรียหลายกลุ่ม ซึ่งได้รับความสนับสนุนจากตุรกี ร่วมกันปฏิบัติการจู่โจมเมืองแห่งนี้แบบสายฟ้าแลบ และสามารถยึดพื้นที่ได้เพียงไม่กี่วัน นับเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี ที่ทหารฝ่ายรัฐบาลต้องถอยร่นออกจากเมืองอเลปโป


ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ผู้นำซีเรีย พบหารือกับนายอับบาส อารักชี รมว.การต่างประเทศอิหร่าน ที่กรุงดามัสกัส เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าหน้าที่การทูตระดับสูงสุดของรัฐบาลเตหะรานยืนยัน การยืนหยัดเคียงข้างและมอบความสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้แก่รัฐบาลดามัสกัส ในการปกป้องอธิปไตยและรักษาบูรณภาพแห่งดินแดน


ขณะที่อัสซาดกล่าวว่า ซีเรียต้องการความสนับสนุนจากพันธมิตร ในการเผชิญหน้ากับกลุ่มก่อการร้าย “ที่ได้รับความสนับสนุนจากต่างประเทศ” เพื่อยึดเมืองอเลปโปกลับคืน


ด้านสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐออกแถลงการณ์ เกี่ยวกับสถานการณ์ที่เมืองอเลปโป เป็นผลจากการที่รัฐบาลดามัสกัส “พึ่งพาและเชื่อมั่น” รัสเซียและอิหร่านมากเกินไป และยังเป็นผลจากการที่ซีเรียเป็นฝ่ายไม่ให้ความร่วมมือ และเดินหน้าตามแนวทางของแผนสันติภาพ ซึ่งกำหนดโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) เมื่อปี 2558 และทิ้งท้ายว่า สหรัฐ “ไม่มีความเกี่ยวข้องอย่างสิ้นเชิง”.

เครดิตภาพ : AFP