เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ที่โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพฯ นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี รองผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผยว่า กทพ. ได้จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชน (Opinion hearing) งานศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการทางพิเศษ (ด่วน) สายศรีนครินทร์-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รวมระยะทาง 15.8 กิโลเมตร (กม.) เพื่อให้ข้อมูลโครงการแก่นักลงทุน ประเมินความสนใจ และสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนของภาคเอกชน พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะจากนักลงทุน และผู้เกี่ยวข้อง นำไปประกอบการจัดทำรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ต่อไป

ด้านนายนครินทร์ สัทธรรมนุวงศ์ ผู้จัดการโครงการฯ กล่าวว่า ขณะนี้การศึกษาความเหมาะสมฯ ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนแล้ว รวมถึงรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) คาดว่าหลังจากนั้น 1-2 เดือน จะเสนอรายงาน EIA ให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) พิจารณา ขณะเดียวกันคาดว่าในปี 2568-2570 จะสามารถเสนอรายงานฯ ไปยังกระทรวงคมนาคม และคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการ และคัดเลือกเอกชน ทั้งนี้ผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่า เป็นโครงการที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ โดยจะดำเนินการเวนคืนที่ดินในปี 2569-2571 เริ่มก่อสร้างปี 2571-2573 และเปิดให้บริการในปี 2574 ระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี (ปี 2574-2603)
ขณะที่นายวัชรพล วิเศษกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน กล่าวว่า โครงการทางด่วน สายศรีนครินทร์-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีมูลค่าลงทุนรวม 20,701 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าก่อสร้าง 19,136 ล้านบาท, ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 840 ล้านบาท และค่าออกแบบและควบคุมงานก่อสร้าง 725 ล้านบาท มีผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจ (EIRR) เท่ากับ 14.04% และผลตอบแทนด้านการเงิน (FIRR) เท่ากับ 5.86% ทั้งนี้ กทพ. ได้เปิดโอกาสให้เอกชน เข้าร่วมลงทุน PPP ในโครงการ โดยรัฐจะรับผิดชอบงานจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน และเอกชนรับผิดชอบงานออกแบบ และก่อสร้างงานโยธาของโครงการ รวมทั้งติดตั้งงานระบบทางพิเศษ รวมถึงดำเนินงานและบำรุงรักษา พร้อมจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง และบริหารจัดการ

นายวัชรพล กล่าวอีกว่า คาดการณ์ปริมาณจราจรปีแรกของปีเปิดให้บริการอยู่ที่ประมาณ 6.8 หมื่นคันต่อวัน รายได้ประมาณ 4 ล้านบาทต่อวัน และปีที่ 30 ปริมาณการจราจรอยู่ที่ประมาณ 9 หมื่นคันต่อวัน รายได้ประมาณ 9 ล้านบาทต่อวัน ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี คาดว่าจะมีปริมาณการจราจรรวมประมาณ 908 ล้านคัน รายได้ประมาณ 7.2 หมื่นล้านบาท สำหรับอัตราค่าผ่านทาง รถ 4 ล้อ 60 บาท รถ 6-10 ล้อ 90 บาท และรถมากกว่า 10 ล้อ 120 บาท ปรับค่าผ่านทางทุก 5 ปี โดยระบบจัดเก็บค่าผ่านทางเป็นระบบเปิด ใช้เทคโนโลยีจัดเก็บค่าผ่านทางแบบใช้พนักงาน (Manual Toll Collector System : MTC) และแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Toll Collection System : ETC) ร่วมกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมครั้งนี้มีผู้แทนภาคธุรกิจเอกชน กลุ่มสถาบันการเงิน กลุ่มนักลงทุน ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ และสมาคมการค้าทั้งในประเทศ และต่างประเทศเข้าร่วมกว่า 100 คน โดยมีบางคนรู้สึกแสดงความเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยในการก่อสร้าง เนื่องจากการก่อสร้างมีลักษณะเดียวกับโครงการบนถนนพระราม 2 ที่มีการจราจรอยู่ด้านล่าง โดยในประเด็นนี้ทีมที่ปรึกษาฯ ให้ข้อมูลว่าในการก่อสร้างจะปิดการจราจรอย่างน้อย 1 ช่องทาง และการคัดเลือกเอกชนจะเลือกบริษัทผู้รับเหมาที่มีความชำนาญเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ และมีมาตรการความปลอดภัยที่เข้มข้น

นอกจากนี้เอกชนบางรายได้ฝากให้ตรวจสอบสัญญาโครงการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะทางด่วนบูรพาวิถี ช่วงบางนา-ชลบุรี และรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ที่สามารถเชื่อมเข้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้เหมือนกัน เพราะเกรงว่าเมื่อก่อสร้างโครงการทางด่วน ศรีนครินทร์–ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แล้วเสร็จ และเปิดบริการจะส่งผลกระทบ เป็นการแข่งขัน เป็นคู่แข่งที่แย่งผู้ใช้ทางกันหรือไม่ ไม่อยากให้เกิดปัญหาฟ้องร้องกันภายหลัง ซึ่งประเด็นนี้ทีมที่ปรึกษามองว่า ไม่น่าจะมีผลกระทบ และไม่น่าจะมีการฟ้องร้อง เพราะทางด่วนบูรพาวิถีก็เป็นของ กทพ. เหมือนกัน
ขณะเดียวกันเอกชนบางรายได้เสนอว่าในรายงานการศึกษา ควรมีการคาดการณ์ปริมาณจราจรในกรณีที่มีนโยบายลดค่าทางด่วน และนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย รวมถึงการเก็บค่าเข้าเมืองด้วยว่า นโยบายเหล่านี้จะทำให้ปริมาณการจราจรที่คาดการณ์ไว้เปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไรก็ตามทีมที่ปรึกษาให้ข้อมูลว่า เนื่องจากนโยบายเหล่านี้ยังไม่มีความชัดเจน จึงยังไม่ได้ศึกษาไว้ในผลการศึกษา.



