น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.วัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า จากการประชุมร่วมกับนายทรงศัก สายเชื้อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน เกี่ยวกับแนวทางในการอนุรักษ์ ฟื้นฟูและส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะและวัฒนธรรมของหน่วยงานรัฐ โดยมีนายประสพ เรียงเงิน ปลัดวธ. ผู้บริหารวธ. คณะผู้ตรวจการแผ่นดิน เข้าร่วมประชุมที่วธ. โดยผู้ตรวจการแผ่นดินนำเสนอแนวทางการขับเคลื่อน “เมืองศิลปวัฒนธรรมสร้างสรรค์” ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.)​ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 230 (3) และมาตรา 57 (1) เกี่ยวกับแนวทางในการอนุรักษ์ ฟื้นฟูและส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะ วัฒนธรรมของหน่วยงานรัฐ พร้อมทั้งยังได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาจังหวัดที่มีเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ หรือลักษณะเด่นทางวัฒนธรรมที่มีศักยภาพใน 14 มิติ เพื่อขับเคลื่อนไปสู่เมืองศิลปวัฒนธรรมสร้างสรรค์ โดยผ่านกลไกการขับเคลื่อน 2 ระดับ ได้แก่ กลไกระดับนโยบาย เช่น คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ Soft Power 11 สาขา สำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ (Thailand Creative Culture Agency -THACCA) และกลไกขับเคลื่อนการปฏิบัติระดับพื้นที่ เช่น คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ คณะกรรมการเมืองศิลปวัฒนธรรมสร้างสรรค์ วธ. และเครือข่ายทางศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม

น.ส.สุดาวรรณ กล่าวต่อไปว่า ขณะที่วธ.ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ พันธกิจและยุทธศาสตร์วธ. รวมทั้งนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชุมชน สังคมและประเทศให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืนใน 4 มิติ ประกอบด้วยการพัฒนา 1.ทุนทางวัฒนธรรม 2.ระบบนิเวศทางวัฒนธรรม 3.คนในอุตสาหกรรมวัฒนธรรม 4. สินค้าและบริการทางวัฒนธรรม ผ่านรูปแบบการดำเนินงาน คือ รักษาสิ่งเดิมและเพิ่มเติมสิ่งใหม่ เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายโดยผลักดันให้เศรษฐกิจวัฒนธรรมเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ซึ่ง วธ.ได้อนุรักษ์ ฟื้นฟูและส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะ วัฒนธรรมมาโดยตลอด และมีผลงานที่สำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ 1. การอนุรักษ์โดยดำเนินการบูรณะโบราณสถานทั่วประเทศ รวมทั้งจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์และอนุสาวรีย์ต่างๆ 2. การพัฒนาระบบนิเวศ ปรับปรุงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติให้เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พัฒนาศักยภาพการให้บริการของหอสมุดแห่งชาติและหอสมุดแห่งชาติ 3. การฟื้นฟู ส่งเสริมมรดกภูมิปัญญา ศิลปะและวัฒนธรรม เช่น การผลักดันมรดกทางวัฒนธรรมของไทยสู่สากลทั้งมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ การสืบทอดงานช่างไทยโบราณ จัดการแสดงนาฏศิลป์และดนตรีสัญจร 4. การพัฒนาต่อยอดมรดกภูมิปัญญาด้านศิลปะและวัฒนธรรมเพื่อเผยแพร่และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และพัฒนาผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (Cultural Product of Thailand – CPOT) จากอัตลักษณ์ชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างอาชีพและรายได้สู่ประชาชนและชุมชน 5. การสร้างการมีส่วนร่วมและบูรณาการ เช่น จัดตั้งสภาวัฒนธรรมระดับต่างๆ ตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เป็นต้น

รมว.วธ. กล่าวอีกว่า วธ.และผู้ตรวจการแผ่นดินมีข้อสรุปร่วมกันเรื่องแนวทางอนุรักษ์ ฟื้นฟูและส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะและวัฒนธรรม ได้แก่ การส่งเสริมเมืองศิลปวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ควรดำเนินการใน 2 ส่วนคือ ส่วนแรกในเชิงพื้นที่ ควรเริ่มต้นจากจังหวัดที่มีความพร้อมด้านบริหารจัดการอยู่แล้ว เช่น เป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก จังหวัดที่เป็นที่ตั้งของแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม จังหวัดที่เป็นเมืองศิลปะ เพื่อให้เกิดการต่อยอดพัฒนาสร้างสรรค์มรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะ และวัฒนธรรม ช่วยสร้างอาชีพ รายได้สู่ประชาชนและชุมชน และส่วนที่สอง เป็นเรื่องของคนซึ่งเป็นคลังปัญญาด้านศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ โดยเฉพาะบ้านศิลปินแห่งชาติ เป็นแหล่งองค์ความรู้ที่ทรงคุณค่า ควรส่งเสริมให้มีการสร้างแรงบันดาลใจแก่ศิลปินรุ่นใหม่ นอกจากนี้ จะต้องส่งเสริมศิลปินแห่งชาติ ศิลปินพื้นบ้าน ผู้ประกอบการและเครือข่ายด้านวัฒนธรรมได้มีพื้นที่แสดงศิลปวัฒนธรรมเพื่อเผยแพร่ทักษะและถ่ายทอดองค์ความรู้ไปสู่เด็ก เยาวชนและประชาชน เบื้องต้นคณะผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอให้ขับเคลื่อน จ.ร้อยเอ็ด และพิษณุโลก เป็นเมืองศิลปวัฒนธรรมสร้างสรรค์ต้นแบบ เนื่องจากในการลงพื้นที่พบว่า ทั้งสองจังหวัดนี้มีต้นทุนวัฒนธรรมที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น และเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพ ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินพร้อมให้การสนับสนุนวธ.ในการเสนอของบประมาณดำเนินการจากรัฐบาลและการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานและภาคส่วนต่างๆ