หลายคนอาจคุ้นเคยกับการดื่มกาแฟเพื่อกระตุ้นร่างกายให้ตื่นตัว กะปรี้กะเปร่าพร้อมทำงาน แต่รู้หรือไม่ว่า การดื่มกาแฟในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ เช่น รบกวนการนอนหลับ หรือทำให้เกิดอาการวิตกกังวล ดังนั้นการทำความเข้าใจเกี่ยวกับช่วงเวลาที่เหมาะสมในการดื่มกาแฟ จึงเป็นสิ่งสำคัญ
CNN สหรัฐอเมริกา รายงานว่า งานวิจัยล่าสุดที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร European Heart Journal ได้มีการเปิดเผยว่า การดื่มกาแฟในช่วงเช้าอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดต่อสุขภาพหัวใจ โดยผลลัพธ์ดังกล่าวไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณกาแฟที่ดื่มหรือปัจจัยอื่นๆ ที่อาจมีผลกระทบ
‘ดร. ลู่ ฉี’ หัวหน้าทีมวิจัยและศาสตราจารย์จากสาธารณสุขและเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยทูเลน สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า “นี่เป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างช่วงเวลาการดื่มกาแฟกับผลลัพธ์ด้านสุขภาพ แม้ว่าปกติแล้วเราอาจไม่ค่อยให้ความสำคัญกับช่วงเวลาในการรับประทานอาหาร แต่จากผลการศึกษานี้ นี่อาจเป็นสิ่งที่ควรนำมาพิจารณาในอนาคต”
ข้อมูลการศึกษาและผลลัพธ์ที่ได้
งานวิจัยดังกล่าววิเคราะห์ข้อมูลด้านโภชนาการและสุขภาพของกลุ่มผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 40,725 คน ที่เข้าร่วมการสำรวจสุขภาพและโภชนาการแห่งชาติของสหรัฐฯ (NHANES) ระหว่างปี 1999-2018 โดยกำหนดให้ผู้เข้าร่วมตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน และยังมีกลุ่มตัวอย่างย่อยอีก 1,463 คน ที่ได้บันทึกพฤติกรรมการรับประทานอาหารของตนเองเป็นเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์
สำหรับกาแฟที่นำมาศึกษาวิจัยนั้นมีทั้งกาแฟที่มีคาเฟอีนและไม่มีคาเฟอีน ซึ่งนักวิจัยได้แบ่งช่วงเวลาการดื่มกาแฟออกเป็น 3 ช่วงเวลา ได้แก่ ช่วงเช้า (04:00-11:59 น.), ช่วงบ่าย (12:00-16:59 น.) และช่วงเย็น (17:00-03:59 น.)
ผลการวิจัยระบุว่า รูปแบบพฤติกรรมการดื่มกาแฟมี 2 รูปแบบหลักๆ คือ ดื่มเฉพาะช่วงเช้าและดื่มตลอดทั้งวัน หลังจากติดตามกลุ่มตัวอย่างไปเป็นระยะเวลาเฉลี่ย 10 ปี พบว่ามีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 4,295 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีสาเหตุมาจากการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด 1,268 ราย และเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง 934 ราย
เมื่อนำผลลัพธ์ที่ได้มาเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่ดื่มกาแฟเลย พบว่า ผู้ที่ดื่มกาแฟเฉพาะช่วงเช้า มีความเสี่ยงในการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรลดลง 16% และความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลง 31% ขณะที่ผู้ที่ดื่มกาแฟตลอดทั้งวัน ยังคงมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตด้วยโรคดังกล่าวในอัตราคงที่ หรือไม่มีการลดลงเลย
ทั้งนี้ ผลลัพธ์ที่กล่าวมาข้างต้นยังคงเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แม้จะนำปัจจัยอื่นๆ มาพิจารณาประกอบ เช่น ชั่วโมงการนอนหลับ อายุ เชื้อชาติ เพศ รายได้ ระดับการศึกษา กิจกรรมทางกาย คะแนนโภชนาการ และภาวะสุขภาพต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และคอเลสเตอรอลสูง
ทำไมช่วงเวลาการดื่มกาแฟจึงมีผลต่อสุขภาพ
‘ดร. เดวิด เคา’ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ กล่าวว่า งานวิจัยชิ้นนี้ใช้วิธีการการวิเคราะห์อย่างซับซ้อนและถือเป็นหนึ่งในการศึกษาที่น่าเชื่อถือที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทว่ายังมีข้อจำกัดบางประการ เช่น ความแม่นยำของข้อมูลที่ได้จากความทรงจำของผู้เข้าร่วม รวมถึงปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ อย่างเวลาทำงานหรือเวลาตื่นนอนที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล
สาเหตุที่การดื่มกาแฟในช่วงบ่ายหรือเย็นอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพนั้นเกี่ยวข้องกับจังหวะชีวภาพของร่างกาย (Circadian Rhythms) และระดับฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการนอนหลับ เมื่อระดับเมลาโทนินลดลง อาจทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดความเครียดออกซิเดชัน และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ
ในทางกลับกันกาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดการอักเสบในร่างกาย โดยนักวิจัยกล่าวว่า อาการอักเสบบางชนิดในเลือดนั้นมีการกำหนดเวลาของตัวเอง ซึ่งปกติแล้วจะมีระดับสูงสุดในช่วงเช้า ดังนั้น การดื่มกาแฟในช่วงเช้าจะช่วยเสริมฤทธิ์ของสารต้านการอักเสบได้ดีกว่าการดื่มไปเรื่อยๆ ตลอดทั้งวัน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่างานวิจัยดังกล่าวจะยังไม่สามารถยืนยันความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างช่วงเวลาการดื่มกาแฟกับความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้อย่างชัดเจน แต่ผลการศึกษาก็ชี้ให้เห็นว่าการดื่มกาแฟในช่วงเช้าถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด
ปรับพฤติกรรมการดื่มกาแฟ: คู่มือสำหรับคนอยากลดแต่ทำไม่ได้
หลายคนตั้งใจจะดื่มกาแฟแค่ตอนเช้า แต่ก็ทำไม่ได้สักที ลองสำรวจพฤติกรรมตัวเองดูว่านอนหลับพักผ่อนเพียงพอหรือไม่ เพราะการนอนน้อยอาจเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ร่างกายอ่อนเพลียและต้องการคาเฟอีนกระตุ้น หากสงสัยว่าอาจมีปัญหาสุขภาพ เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับเพื่อหาสาเหตุและวิธีแก้ไข
นอกจากนี้ การค่อยๆ ลดปริมาณกาแฟที่ดื่มในช่วงบ่ายและเย็นก็เป็นวิธีที่ได้ผล ลองผสมน้ำเพิ่มลงในกาแฟเพื่อลดความเข้มข้น หรือเปลี่ยนไปดื่มเครื่องดื่มอื่นๆ ที่มีคาเฟอีนน้อยกว่า และอย่าลืมดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดวัน เพื่อช่วยให้ร่างกายสดชื่นและลดความอยากกาแฟ
สำหรับคนที่รู้สึกอ่อนเพลียอยู่ตลอดเวลา แม้จะพักผ่อนเพียงพอแล้ว การตรวจสุขภาพเพื่อดูระดับฮอร์โมนไทรอยด์ วิตามินดี และธาตุเหล็ก ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะความผิดปกติของฮอร์โมนและแร่ธาตุเหล่านี้ อาจเป็นสาเหตุของอาการอ่อนเพลียเรื้อรังได้ การปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและรับการรักษาต่อไปถือเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุด



