‘สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ’ (กปร.) ร่วมกับ ‘การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย’ (กฟผ.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในโครงการส่งเสริมการใช้ตู้แช่ที่ใช้สารทำความเย็นจากธรรมชาติ สำหรับเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ในศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริและศูนย์สาขาทั่วประเทศ จำนวน 7 แห่ง ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนนวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรมทำความเย็น (EGAT Cooling Innovation Fund: CIF) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดผลกระทบจากสารทำความเย็นสังเคราะห์ที่ส่งผลต่อชั้นบรรยากาศและภาวะโลกร้อน อันเป็นการมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศ
พิธีลงนามดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 ณ สำนักงาน กปร. กรุงเทพมหานคร โดยมี สุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการสำนักงาน กปร. และ พัชรินทร์ รพีพรพงศ์ รองผู้ว่าการการเงินและบัญชี (CFO) กฟผ. เป็นผู้ลงนามในบันทึกข้อตกลง พร้อมด้วย ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล กรรมการ กฟผ. และ เอกรัฐ สมินทรปัญญา ผู้ช่วยผู้ว่าการแผนงานโรงไฟฟ้า กฟผ. ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุน CIF และคณะผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน

‘สุพร ตรีนรินทร์’ เลขาธิการ กปร. เปิดเผยว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับเปลี่ยนการใช้ตู้แช่ภายในศูนย์ศึกษาฯ ให้เป็นตู้แช่รุ่นใหม่ที่ใช้สารทำความเย็นจากธรรมชาติ ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่ยังจะช่วยยืดอายุการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชพระราชทานและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอื่นๆ ที่มีความสำคัญต่อโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันเป็นการส่งเสริมและสานต่อแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างกว้างขวาง

ด้าน ‘พัชรินทร์ รพีพรพงศ์’ รองผู้ว่าการการเงินและบัญชี (CFO) กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. ได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานของกองทุน CIF อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมทำความเย็น สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ จะมีการดำเนินการปรับเปลี่ยนตู้แช่ในศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริและศูนย์สาขา จำนวน 7 แห่ง ให้เป็นตู้แช่ที่ใช้สารทำความเย็นธรรมชาติ ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บรักษาคุณภาพของเมล็ดพันธุ์พืชและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรภายใต้สภาวะที่เหมาะสมแล้ว ยังมีส่วนสำคัญในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศไทย
ทั้งนี้ ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว กฟผ. จะให้การสนับสนุนด้านเทคนิคและงบประมาณในการติดตั้งและปรับเปลี่ยนตู้แช่ในศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริและศูนย์สาขา ทั้ง 7 แห่ง ให้เป็นตู้แช่ที่ใช้สารทำความเย็นธรรมชาติ Isobutane (R600a) ซึ่งเป็นสารทำความเย็นประเภทไฮโดรคาร์บอนที่มีคุณสมบัติเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ก่อให้เกิดการทำลายชั้นบรรยากาศ ไม่มีพิษ และมีศักยภาพในการก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนต่ำกว่าสารทำความเย็นสังเคราะห์ R134a ถึงกว่า 1,430 เท่า อีกทั้งยังมีแรงดันในระบบทำความเย็นที่ต่ำกว่า ส่งผลให้สามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ถึง 5–25% และช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าจากการใช้งานตู้แช่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ



